ย้อนอดีตแมตช์ 7-1 ศึกฟุตบอลโลก 2014 | TunGame

มตช์สุดบ้าคลั่ง

วันที่ 9 กรกฎาคม 2014 เป็นวันที่คนทั้งโลกร่วมเป็นสักขีพยานในแมตช์รอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลโลก 2014 ระหว่างเจ้าภาพในครั้งนั้นคือบราซิลพบกับเยอรมัน ซึ่งการพบกันของชาติมหาอำนาจลูกหนัง 2 ชาติในวันนั้น ได้สร้างอารมณ์หลากหลายมากมายต่อแฟนบอลทั้งโลก บทความนี้เราจะพาทุกคนกลับไปสู่เหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งก่อนแข่ง ระหว่างแข่ง และหลังแข่งว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เส้นทางสู่รอบรอง

ทั้งบราซิลและเยอรมันนั้นต่างเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่มทั้งคู่ แต่กว่าจะผ่านรอบน็อกเอาท์แต่ละรอบนั้น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไรนัก เริ่มจากบราซิล ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาต้องพบกับชาติร่วมทวีปอย่างชิลี และกว่าที่พลพรรคแซมบ้าจะเอาชนะไปได้ก็ต้องตัดสินกันถึงการดวลจุดโทษ ก่อนที่ในรอบต่อมาเจอกับโคลัมเบียที่นำทัพโดยฮาเมส โรดริเกรซ ที่ระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอดมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม แต่เกมนี้บราซิลไม่ต้องรอให้ถึงฎีกาเหมือนรอบที่แล้ว ด้วยการเฉือนชนะไปได้ 2-1

ขณะที่เยอรมันนั้นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เจอกับแอลจีเรีย ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งที่ไม่ยากมากนัก แต่ทีมอินทรีเหล็กกลับต้องรอถึงช่วงต่อเวลาพิเศษกว่าจะยิงประตูแรกได้ ก่อนที่พวกเขาจะเอาชนะแอลจีเรียไป 2-1 ต่อมาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย พวกเขาเจอศึกหนักพบกับฝรั่งเศส และเป็นมัทส์ ฮุมเมิลส์มายิงประตูโทนของเกม พาเยอรมันเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

ความพร้อมก่อนเกม

บราซิลได้รับข่าวร้ายก่อนเกมสำคัญนัดนี้ เมื่อเนย์มาร์ที่ได้รับบาดเจ็บมาจากเกมที่ชนะโคลัมเบีย ไม่สามารถลงสนามได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือการขาดหายไปของติอาโก้ ซิลวา เซ็นเตอร์แบ็กกัปตันทีมที่ติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบ ทำให้แผงหลังของแซมบ้าดูจะไม่แข็งแกร่งสักเท่าไร

ตรงข้ามกับเยอรมันที่สภาพทีมครบถ้วนสมบูรณ์ นักเตะตัวหลักอยู่กันครบ รวมถึงตัวสำรองหลายๆคนที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมทั้งมาริโอ เกิทเซ่, อันเดร เชือร์เล่ ก็อยู่ในสภาพที่พร้อมเช่นกัน อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยความเป็นเจ้าบ้าน ทำให้สื่อหลายแห่งยังให้บราซิลเป็นต่ออยู่เล็กน้อย

แมตช์ประวัติศาสตร์

เกมเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นของแฟนบอลเจ้าถิ่น แต่เมื่อผ่านไปเพียง 11 นาที เสียงเชียร์ที่ดังกลับเป็นของทีมเยือนแทน เมื่อโทมัส มุลเลอร์ยิงให้เยอรมันขึ้นนำไปก่อน ซึ่งพอถูกขึ้นนำ บราซิลก็ตัดสินใจเปิดหน้าแลกในทันที โดยเฉพาะการโจมตีด้วยฟูลแบ็กโดยมาร์เซโล่และไมคอน แต่การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด นำไปสุ่ความพังพินาศของทีมแซมบ้าในเกมนี้

เมื่อเยอรมันเห็นดังนั้น จึงใช้วิธีการเพรสซิ่งแนวรับและมิดฟิลด์คู่กลางของบราซิลอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้สามารถตั้งเกมได้ทัน เมื่อฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างเติมสูงไปแล้ว ทำให้เมื่อบราซิลเสียบอลเมื่อไร เยอรมันก็สามารถจู่โจมได้อย่างรวดเร็วทันที และจากที่สกอร์ 1-0 ในตอนแรก เพียง 18 นาทีต่อมา สกอร์ก็ขยับไปเป็น 5-0 ในชั่วพริบตา

เรียกได้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นโมเมนต์ที่เศร้าสลดที่สุดของชาติเลยก็ว่าได้ ทั้งนักเตะและแฟนบอลบราซิลต่างไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะต้องมาโดนยิง 5 ลูกในช่วงเวลา 29 นาทีแรกของเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ และทุกคนในบราซิลคงภาวนาให้เกมนี้จบลงในตอนนี้เลย เพราะดูเหมือนว่าถ้าหากเล่นจนจบ 90 นาที สกอร์อาจกลายเป็น 10-0 หรือมากกว่านั้นได้เลยด้วยซ้ำ

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังที่เกมขาดไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เยอรมันจะเร่งเกมอีกต่อไป โยอาคิม เลิฟกุนซืออินทรีเหล็กจึงตัดสินใจผ่อนเกมด้วยการค่อยๆถอดตัวหลักอย่างมัทส์ ฮุมเมิลส์, มิโรสลาฟ โคลเซ่ และ ซามี เคดิร่าออก แต่ก็ยังไม่วายมาโดนตัวสำรองอย่างอันเดร เชือร์เล่ มายิงเพิ่มอีก 2 ลูก กลายเป็น 7-0 ทำให้ตอนนี้อารมณ์เศร้าของแฟนบอลกลับกลายเป็นอารมณ์โกรธแทน

เวลาที่เหลือนักเตะทั้ง 2 ทีมต่างไม่อยากเล่นกันต่ออีกแล้ว แต่ในนาทีสุดท้ายบราซิลก็มาได้ประตูตีไข่แตกจนได้จากออสการ์ แต่ลูกนี้ใครเห็นก็รู้ว่าเยอรมันปล่อยให้บราซิลยิงได้เพื่อไม่ให้เป็นการอับอายมากเกินไป ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยสกอร์ 7-1 ท่ามกลางความสิ้นหวังของชาวบราซิลทั้งประเทศ

ควันหลงหลังเกม

แน่นอนว่าหลังแมตช์ที่เรียกว่าโศกนาฏกรรมนั้น ผู้คนชาวบราซิลต่างออกมาราวกับก่อจราจล ด้วยความโมโหเกรี้ยวกราด มีเพียงบางส่วนที่ร้องไห้ แสดงถึงความหมดอาลัยตายอยาก ในเช้าวันต่อมาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแทบทุกฉบับต่างพาดหัวถึงความอัปยศที่เรียกได้ว่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

กุนซือแซมบ้าในเวลานั้นคือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ไม่สามารถทนอยู่ได้อีกต่อไป เขาประกาศลาออกทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงนักเตะหลายคนก็หมดอนาคตกับทีมชาติไปโดยปริยาย กลายเป็นการรื้อโครงสร้างของทีมขนานใหญ่ ที่หลงเหลือแต่นักเตะอายุน้อยที่จะกลายเป็นอนาคตของทีมในเวลาต่อมา

รอบถัดมา

แน่นอนว่านัดชิงที่ 3 ของบราซิลนั้นแทบจะเป็นเกมที่ไร้ความหมาย เมื่อพวกเขาต้องลงเล่นโดยที่จิตใจแตกสลายไปเรียบร้อย ก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้แก่เนเธอร์แลนด์ภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัลไป 0-3 พร้อมกับช็อตเด็ดของเกมที่แจสเปอร์ ซิลเลสเซ่นพิงเสาด้วยความเซ็งที่ตนเองไม่มีงานต้องทำเลยในเกมนี้

ขณะที่อินทรีเหล็กเยอรมันนั้น จากความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมในรอบรองชนะเลิศ ทำให้พวกเขาเล่นได้อย่างดีในรอบชิงและเป็นฝ่ายคว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยที่ 4 ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะอาร์เจนติน่าไป 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยของซูเปอร์ซับอย่างมาริโอ เกิทเซ่

ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้สำหรับเหตุการณ์ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ระหว่างบราซิลกับเยอรมันที่คงยังติดตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลทั่วโลก และจะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน

กูโจเค

กูโจเค

หมาป่าเดียวดายผู้มีสายเลือดฟุตบอลอยู่ในตัว

แชร์เนื้อหา