ทำไม โรเมลู ลูกากู ถึงล้มเหลวกับ “เชลซี”? | TunGame

โรเมลู ลูกากู เตรียมลาเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่ เชลซี ได้บรรลุสัญญาปล่อยตัวกองหน้าชาวเบลเยียมรายนี้กลับคืนสู่ถิ่น “อินเตอร์ มิลาน” อีกครั้งในฤดูกาล 2022/2023 ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

“โรเมลู ลูกากู” เพิ่งถูก “เชลซี” ดึงตัวกลับมาจาก “อินเตอร์ มิลาน” เมื่อต้นฤดูกาลที่แล้วด้วยความคาดหวังอันสูงส่งกับค่าตัวที่เป็นสถิติของสโมสร 97.5 ล้านปอนด์ แต่ท้ายที่สุดดีลนี้กลายเป็นดีลที่ล้มเหลวที่สุดในยุคของเสี่ยหมี “โรมัน อบราโมวิช” อดีตตำนานเจ้าของทีมสิงโตน้ำเงินคราม

ทำไม “โรเมลู ลูกากู” ถึงล้มเหลวกับ “เชลซี” แบบไม่เป็นท่า? … มาร่วมกันวิเคราะห์กันไปกับ ทันเกม

การเซ็นสัญญาที่ “แย่” ที่สุดในประวัติศาสตร์ “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ”

การกลับมา “เชลซี” พร้อมความคาดหวังของ “โรเมลู ลูกากู”

โรเมลู ลูกากู นั้นมีช่วงเวลาที่แย่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระหว่างปี 2017-2019 จนเจ้าตัวต้องหนีออกจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพื่อไปควานหาความมั่นใจที่หายไปกับ อินเตอร์ มิลาน ใน กัลโช่ เซเรีย อา

โดยระหว่างปี 2019-2021 ของ โรเมลู ลูกากู กับ อินเตอร์ มิลาน ที่ กัลโช่ เซเรีย อา นั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของ ลูกากู โดยในฤดูกาล 2020/2021 อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือของ อินเตอร์ มิลาน ในขณะนั้น ได้ทำการปลุกผีในตัวของ โรเมลู ลูกากู ออกมาด้วยการทำไปถึง 24 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ คว้ารางวัลผู้เล่นยอมเยี่ยมประจำฤดูกาลของ กัลโช่ เซเรีย อา รวมไปถึงการปลดล็อคแชมป์ลีกให้กับ อินเตอร์ มิลาน ในรอบ 11 ปีอีกด้วย

อีกฟากหนึ่งนั้น เชลซี นั้นก็เพิ่งคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020/2021 มาครองได้ แต่ถึงแม้จะครองเจ้ายุโรปได้สำเร็จ พวกเขานั้นรู้ดีว่า ตัวจบสกอร์ ที่เป็นขาประจำของทีมนั้นยังเป็นส่วนที่ เชลซี ยังขาดอยู่

เมื่อเข้าสู่ตลาดซื้อขายนักเตะก่อนเปิดฤดูกาล 2021/2022 เชลซี จึงไม่รีรอที่จะหากองหน้าตัวเป้าที่จะมาเป็นความหวังในการจบสกอร์ของทีม ซึ่งท้ายที่สุดนั้น โรเมลู ลูกากู ได้กลายเป็นคำตอบของ เชลซี ในขณะนั้น

ทุกอย่างนั้นดูสวยหรูไปหมด ทั้ง เชลซี ที่เพิ่งประสบความสำเร็จใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ โรเมลู ลูกากู ฉบับ ร่างทอง ที่กำลังมีความมั่นใจมากที่สุดในช่วงอาชีพการค้าแข้งและอยากที่จะกลับมาพิสูจน์ตัวเองกับสโมสรเก่าของเขา มันเหมือนกับว่า เชลซี ได้เติมจิ๊กซอวชิ้นสุดท้ายในระบบที่แข็งแกร่งของ โธมัส ทูเคิ่ล ด้วยอาวุธหนักอย่าง โรเมลู ลูกากู และพร้อมที่จะท้าชิง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล รวมไปถึงการป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย

โรเมลู ลูกากู เปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยมกับ เชลซี ด้วยการทำประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงเล่นให้กับ เชลซี และทำได้ถึง 3 ประตู ใน 3 เกมแรกของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่หลังจากนั้น ฟอร์มของ โรเมลู ลูกากู ก็ค่อยๆดิ่งลงเหว… สาเหตุนั้นเป็นเพราะอะไรกัน?

ความเร็วของ “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ” และแท็กติกของ “เชลซี” ที่ไม่เอื้อต่อ “โรเมลู ลูกากู”

ฟาบิโอ คาเปลโล่ อดีตกุนซือชื่อดังชาวอิตาเลี่ยนได้วิเคราะห์ไว้ว่า ใน กัลโช่ เซเรีย อา นั้นมีพื้นที่และเวลาให้เล่นมากกว่าใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีสปีดบอลที่เร็วกว่าและการปะทะที่หนักหน่วงกว่า

ฉะนั้น โรเมลู ลูกากู จึงเข้ากับระบบการเล่นฟุตบอลไดเร็คและการเข้าทำที่รวดเร็วของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ อินเตอร์ มิลาน มากๆ เพราะ ลูกากู สามารถใช้ความแข็งแกร่งและความเร็วของเขาได้อย่างมีประโยชน์ในการทะลวงพื้นที่และกองหลังในลีก กัลโช่ เซเรีย อา

กลับกันใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีพื้นที่แล้วเวลาให้เล่นน้อยกว่าอยู่แล้ว ฟุตบอลของ เชลซี โดย โธมัส ทูเคิ่ล ยังเน้นการครองบอลและต่อบอลสั้นมากกว่าการเข้าโจมตีเร็วในพื้นที่ว่าง ยิ่งทำให้ โรเมลู ลูกากู มีพื้นที่ในการใช้ประโยชน์จากร่างกายของเขาน้อยลงไปอีก

“โรเมลู ลูกากู” มีอิสระในการเคลื่อนที่ในระบบของ “อันโตนิโอ คอนเต้” ที่ “อินเตอร์ มิลาน” มากกว่าในระบบของ “โธมัส ทูเคิ่ล” ที่ “เชลซี”

โรเมลู ลูกากู มีอิสระในการเคลื่อนที่ในระบบ 3-5-2 ของ อันโตนิโอ คอนเต้ มากกว่าในระบบ 3-4-3 ของ โธมัส ทูเคิ่ล

ในระบบ 3-5-2 ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ อินเตอร์ มิลาน นั้น โรเมลู ลูกากู มี เลาตาโร่ มาร์ติเนซ เป็นคู่หูกองหน้าในแนวรุก ทำให้ทั้งคู่สามารถสลับกันยืนค้ำกองหลังและลงมาล้วงรับบอลจากกองหลางและกองหลังได้ ลูกากู จึงสามารถดึงตัวเองออกจากแผงหลังของคู่แข่งเพื่อมารับบอลทางกราบขวาได้บ่อยครั้ง และสามารถเริ่มทำอันตรายได้ตั้งแต่ด้านข้างของสนาม

กับ ทีมชาติเบลเยียม ก็เช่นกัน ในบางเกม โรเมลู ลูกากู นั้นเหมือนจะตันๆ เมื่อต้องยืนค้ำหน้าและบอลมาไม่ถึงเขา โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือของทีมชาติเบลเยียม ก็จะปรับแท็กติกให้ตัวของ ลูกากู ได้ฉีกออกมารับบอลทางกราบขวามากขึ้น และเกือบทุกครั้ง เกมของทีมชาติเบลเยี่ยมและ โรเมลู ลูกากู ก็จะเริ่มไหลลื่นขึ้นเอง

แต่ที่ เชลซี ระบบ 3-4-3 ของ โธมัส ทูเคิ่ล นั้น โรเมลู ลูกากู ถูกใช้งานให้เป็น target man (กองหน้าตัวเป้า) ที่ต้องยืนค้ำกองหลังของคู่แข่งตลอดเวลา และไม่สามารถขยับออกนอกพื้นที่เพื่อไปร่วมเล่นบอลได้มากนัก ยิ่งเล่นไปเหมือนตัว โรเมลู ลูกากู จะยิ่งตื้อ ถูกกองหลังจับทางได้ว่าเขาคงทำได้แค่ยืนรอพิงบอล และสุดท้าย ลูกากู ก็จะหมดมุขไปเอง

การที่ “เชลซี” ขาดวิงแบ็คตัวหลักทั้ง 2 ฝั่ง เกือบทั้งฤดูกาล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขาดทั้ง รีซ เจมส์ ในตำแหน่งวิงแบ็คขวา และ เบน ชิลเวลล์ ในตำแหน่งวิงแบ็คซ้าย ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของฤดูกาล 2021/2022 ส่งผลต่อความต่อเนื่องในเกมรุกของ เชลซี อย่างมาก

ปัจจัยนี้มีผลต่อเกมรุกของ เชลซี ทั้งทีม เพราะในระบบ 3-4-3 ตำแหน่งวิงแบ็คทั้ง 2 ข้างนั้นมีความสำคัญต่อการเติมเกมรุกของทีมอย่างมาก แม้ มาร์กอส อลอนโซ่ จะมีความสามารถจบสกอร์ในระดับกองหน้าก็จริง แต่จังหวะสอดประสานในการเติมเกมนั้นไม่ต่อเนื่องเหมือนกับการมี เบน ชิลเวลล์ ยิ่งฝั่งขวาที่ต้องใช้ เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า แทน รีซ เจมส์ ยิ่งทำให้เกมรุกของ เชลซี ด้อยลงไปใหญ่

เมื่อระบบที่ต้องพึ่งพาเกมด้านข้างในการเติมเกมรุกได้ไม่เหมือนเดิม ทำให้บอลที่จะป้อนไปให้กองหน้าตัวเป้าอย่าง โรเมลู ลูกากู จบสกอร์มีโอกาสน้อยลงไปอีก ยิ่งโอกาสน้อย ยิ่งยิงน้อย ยิ่งหมดความมั่นใจไปเรื่อยๆ

สภาพจิตใจและทัศนคติของ โรเมลู ลูกากู

ความมั่นใจ มีผลอย่างยิ่งต่อการทำผลงานในสนามของนักฟุตบอล ซึ่งการมีความมั่นใจที่ดีนั้นมาจากการมีทัศนคติที่ดีก่อน

โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตผู้จัดการทีมที่เคยร่วมงานกับ โรเมลู ลูกากู ที่ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยให้สัมภาษณ์ว่า โรเมลู ลูกากู เป็นนักฟุตบอลที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ ภายใต้ร่างกายที่ดูตัวใหญ่ของเขา ข้างในนั้นกลับมีความเป็นเด็กที่ต้องการถูกให้ความสำคัญมากกว่าคนอื่น

ที่ อินเตอร์ มิลาน นั้น อันโตนิโอ คอนเต้ ให้ความสำคัญกับ โรเมลู ลูกากู อย่างมากและแสดงให้ ลูกากู เห็นว่าเขาคือกองหน้าและผู้เล่นหมายเลข 1 ของทีม เมื่อได้รับความไว้วางใจจากโค้ช และแผนการเล่นที่เอื้ออำนวยก็ทำให้ โรเมลู ลูกากู ฉายแสงออกมา ยิ่งเล่นดียิ่งได้ความรักจากแฟนๆ ทำให้เขายิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ไปอีก

แต่ที่ เชลซี นั้น โธมัส ทูเคิ่ล ยึดถือระบบเป็นหลักและให้ความสำคัญกับแนวทางมากกว่าการให้ความสำคัญกับนักเตะรายบุคคล

ครั้งหนึ่ง โธมัส ทูเคิ่ล ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ช่วงกลางเดือนมกราคมว่า เขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแผนเพื่อนักเตะคนใดคนหนึ่ง (โรเมลู ลูกากู) ถึงแม้เขาจะมอง ลูกากู เป็นผู้เล่นตัวหลักที่ทีมต้องการและต้องการให้ตัว ลูกากู ทำผลงานได้ดี แต่เขาไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแนวทางการเล่นเพื่อนักเตะคนใดคนหนึ่ง และจะไม่มีวันทำแบบนั้นไม่ว่าที่ไหนกับใคร

เมื่อทั้งระบบการเล่นไม่ถูกใจ แถมไม่ได้ถูกยกให้เป็นคนพิเศษก็ทำให้ โรเมลู ลูกากู เริ่มออกลูกงอแง เหมือนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กล่าวไว้

สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันเลวร้ายขึ้นไปอีกมันคือการกระทำของตัว โรเมลู ลูกากู เอง ที่ไปให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจาก สกาย สปอร์ต อิตาเลีย ในเดือนธันวาคม 2021 ว่าเขาไม่มีความสุขกับการเล่นที่ เชลซี ด้วยแผนการเล่นต่างๆ และรู้สึกคิดผิดที่ย้ายออกจาก อินเตอร์ มิลาน พร้อมอยากจะกลับไปเล่นในรังงูใหญ่แห่งอิตาลีอีกครั้ง

ถึงแม้ตัวเขาจะคิดแบบนั้นจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรให้สัมภาษณ์ออกไป ในขณะที่ตัวเขายังอยู่ในสัญญากับ เชลซี หน้าที่ที่ โรเมลู ลูกากู ควรทำคือตั้งใจทำงานไปอย่างเงียบๆ ในขณะที่ยังอยู่ในสัญญากับต้นสังกัด แล้วเมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดจะแจ้งเรื่องภายในขอย้ายทีมอะไรก็ว่าไป การที่ออกมาสัมภาษณ์กับสื่อนั้นยิ่งทำให้เกิดกระแสด้านลบจากแฟนบอลและเป็นการทำลายบรรยากาศภายในทีมอีกด้วย

แม้ โธมัส ทูเคิ่ล และเพื่อนๆ ในทีมจะพยายามลืมเรื่องบทสัมภาษณ์ของ โรเมลู ลูกากู และทำงานร่วมกับเขาต่อไป แต่กลับกลายเป็นตัว ลูกากู เองที่ยิ่งหมดความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพการจับบอลลั่น การทำพลาดเหมือนสมัยอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มกลับมาในสีเสื้อของ เชลซี แทน ยิ่งเล่นแย่แฟนบอลจะยิ่งจ้องซ้ำเติมเพราะเจ้าตัวก็ดันไปให้สัมภาษณ์ไม่ดีไว้แล้ว ฟอร์มของ ลูกากู ก็ยิ่งถอยหลังลงคลอง

จุดจบของเรื่องนี้ คงไม่มีใครเสียหายเท่ากับ เชลซี อีกแล้ว ในประวัติการซื้อกองหน้าของ เชลซี ในยุคของ โรมัน อบราโมวิช นั้นขึ้นชื่อเรื่องความล้มเหลวในการทุ่มซื้อกองหน้าแล้วไม่ได้ผลดั่งหวังอยู่แล้ว ไล่มาตั้งแต่ มาเตย่า เคซมัน, เฮอร์นัน เครสโป, อังเดร เชฟเช็นโก้, เฟอร์นันโด ตอร์เรส, หรือ อัลวาโร่ โมราต้า แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าตัวสถิติสโมสรที่ 97.5 ล้านปอนด์ที่จ่ายให้ โรเมลู ลูกากู คือการเซ็นสัญญาที่เลวร้ายที่สุดในยุคของ โรมัน อบราโมวิช

จารย์ต้น

จารย์ต้น

คนธรรมดาที่หลงใหลในฟุตบอล จนยอมหลงทางกับมันอยู่ 3 ปี ตอนนี้หลบหนีออกมา รอเวลาหลงทางกลับเข้าไปใหม่…

แชร์เนื้อหา