สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องทำหากต้องการจบท็อปโฟร์ในฤดูกาลนี้ | TunGame

เพื่อท็อปโฟร์

ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 ดำเนินมาประมาณ 1/3 ของฤดูกาลแล้วและภาพรวมของตารางคะแนนก็เริ่มชัดเจนขึ้นสำหรับเป้าหมายของสโมสรต่างๆ หนึ่งในสโมสรที่เป้าหมายของพวกเขาโดนลดทอนลงมาจากตอนก่อนเปิดฤดูกาลก็คือลิเวอร์พูลที่ต้องยอมรับว่าเป้าหมายจบ 4 อันดับแรกคือเป้าหมายที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ แต่เป้าหมายนั้นก็ยังถือเป็นเรื่องยากอยู่ดีเมื่อมองถึงคู่แข่งแย่งท็อปโฟร์ด้วยกันที่อยู่ในฟอร์มที่คงเส้นคงวามากกว่า บทความนี้เราจะมาหากันว่ามีสิ่งใดบ้างที่ลิเวอร์พูลต้องทำและเปลี่ยนแปลงเพื่อเป้าหมายจบ 4 อันดับแรกในฤดูกาลนี้ให้ได้

เสริมทัพในตลาดหน้าหนาว

จากอาการบาดเจ็บของหลุยส์ ดิอาซและดีโอโก้ โชต้า ที่กว่าทั้งคู่จะกลับมาลงเล่นได้ก็ต้องรอหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2022 แสดงให้เห็นว่าลิเวอร์พูลนั้นขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งปีกอย่างเห็นได้ชัด โดยทางผู้เขียนนั้นเคยวิเคราะห์มาแล้วในบทความ https://tungame.co/pulisic-mane-21-june-2022/ เมื่อช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาว่าทีมหงส์แดงต้องซื้อปีกที่มีคุณภาพเข้ามาทดแทนซาดิโอ มาเน่ แต่จนแล้วจนรอดการซื้อตัวก็ไม่เกิดขึ้น และการขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งปีกธรรมชาติก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกลงไป

นอกจากปีกแล้ว อีกตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลกำลังประสบปัญหาอย่างหนักก็คือตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ซึ่งก็คงต้องโทษฝ่ายซื้อขายโดยตรงสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดซัมเมอร์ ที่ปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงวันสุดท้ายก่อนที่จะเปิดโหมด Panic buy ยืมตัวอาร์ตูร์ เมโล่มาจากยูเวนตุส และอย่างที่ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าการ Panic buy นั้นส่วนใหญ่จะตามมาด้วยความล้มเหลว และอาร์ตูร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อได้ลงสนามไปเพียง 13 นาทีในฤดูกาลนี้ก่อนจะเจ็บยาวไปเป็นที่เรียบร้อย

ทำให้ในตลาดเสริมทัพช่วงเดือนมกราคมที่จะมาถึง ลิเวอร์พูลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมอย่างน้อย 2 คน โดยเป้าหมายในตำแหน่งปีกที่น่าสนใจนั้นคงหนีไม่พ้นโคดี้ คักโปสตาร์ดวงใหม่จากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ซึ่งหลายๆทีมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด และคาดว่าหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2022 จะมีค่าตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหากทีมหงส์แดงต้องการตัวคงต้องรีบดีลกับพีเอสวีโดยเร็วที่สุด

ส่วนตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางนั้น ตอนนี้ยังไม่มีข่าวกับใครอย่างเด่นชัด แต่มีชื่อหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าจะเป็นดีลที่ดีนั่นก็คือคอนราด ไลเมอร์มิดฟิลด์จอมขยันทีมชาติออสเตรียจากแอร์เบ ไลป์ซิก ที่เหลือสัญญาถึงปี 2023 เท่านั้น โดยไลเมอร์ตกเป็นข่าวกับบาเยิร์น มิวนิคมาตลอดซัมเมอร์แต่ไม่สามารถตกลงค่าตัวกันได้และคาดว่าบาเยิร์นจะหวนกลับมาล่าตัวไลเมอร์อีกครั้งในตลาดหน้าหนาวนี้ ซึ่งถ้าหากลิเวอร์พูลยอมทุ่มเงินค่าตัวให้ใกล้เคียงกับบาเยิร์น เชื่อว่าไลป์ซิกคงเลือกที่จะขายให้ทีมจากต่างแดนมากกว่าอย่างแน่นอน

เปลี่ยนแปลงแท็กติก

เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวัฏจักรฟุตบอลที่ทีมๆหนึ่งจะโดนคู่แข่งหาทางปราบได้ หากทีมนั้นยังคงใช้ผู้เล่นเดิมๆ แผนเดิมๆ ซึ่งลิเวอร์พูลก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เป็นที่รู้กันว่าเจอร์เก้น คล็อปป์กุนซือของทีมนั้น ติดตั้งระบบ 4-3-3 ให้พลพรรคหงส์แดงเล่นมาโดยตลอด โดยในฤดูกาลที่แล้วนั้นลิเวอร์พูลออกสตาร์ทด้วยแผน 4-3-3 ทุกนัดในพรีเมียร์ลีก

แต่ในฤดูกาลนี้หลังจากที่ฟอร์มแย่มาในนัดแรกๆ คล็อปป์ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเล่นจาก 4-3-3 มาเป็น 4-2-3-1 รวมทั้งมีการเล่น 4-4-2 บ้างในบางช่วงของเกมการแข่งขัน ซึ่งผลที่ได้ก็อาจจะดีขึ้นมาบ้างในสายตาของหลายๆคน แต่เมื่อมองลงไปในรายละเอียดจริงๆ กลับพบว่ายังมีหลายๆจุดที่คล็อปป์ยังคงรูปแบบการเล่นเดิมเอาไว้ เช่น การเพรสซิ่งในแดนบน การดันแบ็กทั้งสองฝั่งขึ้นสูง ซึ่งผู้เขียนมองว่ารายละเอียดด้านแท็กติกเล็กๆน้อยๆตรงนี้ ทำให้คู่แข่งที่เจอลิเวอร์พูลก็ยังสามารถใช้จุดอ่อนนี้โจมตีหงส์แดงได้

ซึ่งเมื่อมองจากขุมกำลังของลิเวอร์พูลในปัจจุบันที่ตัวหลักหลายๆคนเริ่มอายุขึ้นเลข 3 ทั้งเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลัก 2 คน (เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โจแอล มาติป) มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลกันตาร่า) รวมถึงปีกตัวความหวังอย่างโมฮาเหม็ด ซาลาห์ การให้นักเตะต้องออกแรงเพรสซิ่งที่มากเกินไป กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คู่แข่งเล่นได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อการเพรสซิ่งที่เคยดุดันไม่สามารถทำได้อย่างที่ควร ทำให้เมื่อเพรสไม่จน บอลจึงทะลุสู่กองหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อบวกกับเซ็นเตอร์แบ็กที่ค่อนข้างช้าในหลายๆจังหวะ ทำให้คู่แข่งมีโอกาสยิงประตูหงส์แดงอยู่ตลอด

บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่คล็อปป์จะลองปรับแท็กติกให้เหมาะสมกับผู้เล่นตัวหลักที่มีอยู่ เช่นการลดจังหวะของเกมให้ช้าลง แต่นั่นก็คงจะขัดกับสไตล์การเล่นแบบ heavy metal ของเจ้าตัว และก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนแท็กติกที่เจ้าตัวถนัด จึงนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงส่วนสุดท้ายที่จะมาพูดถึงกันนั่นก็คือ

การลดอายุผู้เล่น

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่การซื้อตัวนักเตะใหม่หรือการปรับแท็กติกใหม่ แต่เป็นการใช้งานนักเตะที่มีอยู่ให้เกิดผลงานและคุณภาพมากที่สุด โดยเฉพาะขุมกำลังหงส์แดงชุดนี้ที่มีนักเตะอายุน้อยหลายต่อหลายคนที่พร้อมที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม เพียงแค่รอเวลาและโอกาสเท่านั้น และนี่ก็ดูจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

เมื่อดูจากหลายๆทีมในพรีเมียร์ลีกพยายามที่จะใช้ความสดรวมถึงความกระหายของผู้เล่นอายุน้อยเป็นกำลังหลักของทีม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออาร์เซน่อลที่กำลังติดลมบนอยู่ในเวลานี้ ลิเวอร์พูลจึงไม่ควรจะมองข้ามวิธีนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะนักเตะอย่างอิบราฮิม่า โกนาเต้, ฟาบิโอ คาร์วัลโญ, ฮาร์วีย์ เอลเลียต, ดาร์วิน นูนเญซ ควรจะได้โอกาสลงเล่นมากกว่าที่เป็นอยู่

ยังมีเวลาเหลืออีกมากในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ได้พลิกสถานการณ์กลับมา ถึงแม้ว่าทีมคู่แข่งแย่งท็อปโฟร์ทีมอื่นจะออกตัวได้ดีกว่าในช่วงแรก แต่ในฤดูกาลที่ยาวนาน 38 นัดก็เปรียบได้กับการวิ่งมาราธอนมากกว่าการวิ่งสปรินท์ระยะสั้น มันจึงอยู่ที่ว่าใครจะเข้าเส้นชัยได้ก่อนกันในศึกการแย่งท็อปโฟร์ที่ดูเหมือนจะสนุกที่สุดในรอบหลายปีนี้เลยทีเดียว

กูโจเค

กูโจเค

หมาป่าเดียวดายผู้มีสายเลือดฟุตบอลอยู่ในตัว

แชร์เนื้อหา