เกิดอะไรขึ้นกับ ยูเวนตุส ??? | TunGame

ยูเวนตุส คือทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่เปิดฤดูกาลได้ย่ำแย่ที่สุดในฤดูกาลนี้ โดยนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล ยูเวนตุส ลงเล่น กัลโช่ เซเรีย อา ไปแล้ว 7 นัดเก็บได้เพียง 10 คะแนนจากผลงาน ชนะ 2 เสมอ 4 แพ้ 1 แถมในฟุตบอลรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาแพ้ทั้ง 2 นัดแรก ซึ่งถือเป็นการแพ้ใน 2 นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องจากแฟนบอลให้ปลด มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือของทีมออกจากตำแหน่ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องผลงานของทีมในขณะนี้

แต่หากใครที่ได้ติดตามฟุตบอลอิตาลี โดยเฉพาะสโมสร ยูเวนตุส จะรู้ได้ว่า เรื่องผลงานของทีมในปัจจุบันก็เป็นเพียงปัญหาหนึ่งของสโมสรเท่านั้น และยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย

แล้วปัญหาที่แท้จริงที่ ยูเวนตุส กำลังเผชิญอยู่นั้น จริงๆแล้วมันคืออะไร? เรามาไล่เรียงกันครับ

เมื่อปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ “อัลเลกรี”

“อันเดรีย อัญเญลี่” ประธาน “ยูเวนตุส” กำลังพาทีมหลงทาง…

ก่อนที่เราจะไปไล่เรียงในรายละเอียดกัน ขอเฉลยไว้ก่อนเลยว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ ยูเวนตุส ในตอนนี้คือเรื่องทิศทางการบริหารสโมสรในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาของ อันเดรีย อัญเญลี่ ประธานสโมสรยูเวนตุส วัย 46 ปี ที่ส่งผลต่อผลงานในสนาม, ศรัทธาแฟนบอล, รวมไปถึงการเงินของสโมสรอีกด้วย

อันเดรีย อัญเญลี่ เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรยูเวนตุส ตั้งแต่ปี 2010 ด้วยวัยเพียง 34 ปีเท่านั้น ซึ่งก่อนจะพาทีมหลงทางอยู่ในขณะนี้ ก็เป็น อัญเญลี่ นี่แหละที่เป็นคนพาให้ ยูเวนตุส กลับมาครองความยิ่งใหญ่ในช่วงปี 2011 – 2020

เท้าความถึงความสำเร็จก่อนหลงทางของ “อันเดรีย อัญเญลี่” กับ “ยูเวนตุส”

ต้องยอมรับว่า อันเดรีย อัญเญลี่ คือบุคคลสำคัญที่ทำให้ ยูเวนตุส กลับมาครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา รวมไปถึงการมีบทบาทในเวทีใหญ่ของยุโรปอย่างฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีก ในช่วงปี 2011-2020

ในช่วงแรกที่ อันเดรีย อัญเญลี่ เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรนั้น เขาบริหารทีมด้วยความจริงจังและจริงใจด้วยความหวังที่จะทำให้ ยูเวนตุส กลับมายิ่งใหญ่ดั่งเดิมหลังจากถูกปรับตกชั้นไปในปี 2006

โดยระหว่างปี 2011-2018 ที่ ยูเวนตุส ค่อยๆสร้างความสำเร็จขึ้นมาใหม่นั้น อันเดรีย อัญเญลี่ ได้ไว้วางใจให้ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า (ผู้อำนวยการ อินเตอร์ มิลาน คนปัจจุบัน) รับตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรของทีม ซึ่ง จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า นั้นถือเป็นดั่งหัวใจและมันสมองของ ยูเวนตุส เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยการบริหาร และการซื้อ-ขายนักเตะของ มาร็อตต้า ทำให้ ยูเวนตุส กลับมาทวงความสำเร็จได้

ในช่วงแรกที่ทีม ยูเวนตุส ของ อันเดรีย อัญเญลี่ ยังไม่มีงบมากนัก จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ก็รังสรรค์ดีลเด็ดราคาดีให้ทีมอย่างมากมายไล่ตั้งแต่ อันเดรีย ปีร์โล่ (ฟรี), ปอล ป็อกบา (ฟรี), อาร์ตูโร่ วิดัล (10ล้านยูโร), อันเดรีย บาร์ซาญี่ (6แสนยูโร), สเตฟาน ลิชท์สไตเนอร์ (10ล้านยูโร), คาร์ลอส เตเบซ (10ล้านยูโร), ปาทริซ เอฟรา (ฟรี), เฟอร์นานโด ญอเรนเต้ (ฟรี) ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นแกนหลักในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของไอ้ม้าลายในช่วงปี 2011 – 2015 ทั้งสิ้น

เมื่อมีงบมากขึ้นในช่วงปี 2015 – 2018 มาร็อตต้า ก็สามารถดึงนักเตะคุณภาพที่มีมูลค่าที่สูงขึ้นเข้ามาช่วยให้ ยูเวนตุส ล่าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น เปาโล ดีบาล่า (32ล้านยูโร), มาริโอ มานด์ซูคิช (19ล้านยูโร) มิราเล็ม ปานิช (32ล้านยูโร), อเล็กซ์ ซานโดร (26ล้านยูโร), กอนซาโล่ อิกวาอิน (90ล้านยูโร)

หรือถ้าจะให้สรุปความสุดยอดของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า แบบง่ายๆ ก็คือการทำให้ ยูเวนตุส จากทีมยักษ์หลับในปี 2011 ฟื้นขึ้นมาครองแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ได้อย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง จนสามารถดึงดูดนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้มาร่วมทีมได้ในปี 2018

การมาร่วมทีม ยูเวนตุส ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในปี 2018 ถือเป็นการเติมความหวังให้กับแฟนม้าลายอย่างมาก ที่ทีมรักของตัวเองจะได้ลุ้นคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างเต็มตัว แฟนบอลก็มีความสุขกับการบริหารทีมของ อันเดรีย อัญเญลี่ ผู้เป็นประธานและ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ผู้อำนวยการ ที่นำความสำเร็จมาให้ทีมอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ทุกอย่างดูดีมีความหวังไปหมดที่ ยูเวนตุส ในปี 2018 อันเดรีย อัญเญลี่ ก็เริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่กำลังจะค่อยๆพา ยูเวนตุส ลงจากบัลลังก์และเผชิญกับปัญหาต่างๆ แบบไม่ทันตั้งตัว

“อันเดรีย อัญเญลี่” เริ่มทำให้ “ยูเวนตุส” เปลี่ยนไป

ทั้งๆที่ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า เป็นคนสำคัญที่ช่วยทำให้ ยูเวนตุส ในยุคของ อันเดรีย อัญเญลี่ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เมื่อสัญญาของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า หมดลงในปี 2018 อันเดรีย อัญเญลี่ กลับเลือกที่จะไม่ไปต่อกับ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ทั้งๆที่ตัว มาร็อตต้า เองก็พร้อมที่จะทำงานที่ ยูเวนตุส ต่อไป

เมื่อ อันเดรีย อัญเญลี่ เริ่มที่จะเชื่อตัวเองมากกว่าคนที่นำเอาความสำเร็จมาให้อย่าง จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ความถดถอยของ ยูเวนตุส จึงเริ่มขึ้น

อันเดรีย อัญเญลี่ เลือกที่จะดัน ฟาบิโอ ปาราตีชี่ (ผู้อำนวยการ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คนปัจจุบัน) อดีตมือขวาของ จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งตัว ปาราตีชี่ นั้นแม้จะทำงานกับ มาร็อตต้า มาร่วม 10 ปี แต่ก็ไม่เคยขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้วยตัวเอง เมื่อได้รับโอกาสในขณะที่วิชายังไม่แกร่งกล้าพอ ก็เริ่มทำให้แนวทางของ ยูเวนตุส นั้นเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง

ในช่วง 3 ปีที่ ฟาบิโอ ปาราตีชี่ บริหาร ยูเวนตุส นั้น เขาเปลี่ยนกุนซือของทีมถึง 3 คนไล่ตั้งแต่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี (2018/2019), เมาริซิโอ ซาร์รี่ (2019/2020), อันเดรีย ปีร์โล่ (2020/2021) ซึ่งการเปลี่ยนผู้จัดการทีมทุกปีแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่ใช่เจนในแนวทางของผู้บริหาร จนทำให้การครองแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา อันยาวนานถึง 9 ฤดูกาลของ ยูเวนตุส ต้องยุติลง

เมื่อ ฟาบิโอ ปาราตีชี่ หมดวาระกับ ยูเวนตุส ในปี 2021 อันเดรีย อัญเญลี่ เลือกที่จะแต่งตั้ง เมาริซิโอ อาร์ริวาเบเน่ (อดีตหัวหน้าทีมรถแข่ง F1 เฟอร์รารี่, เฟอร์รารี่ ก็เป็นมีตระกูล อัญเญลี่ เป็นเจ้าของเหมือนกัน) เข้ามาเป็นผู้บริหารงานต่อ ซึ่ง อาร์ริวาเบเน่ ไม่เคยมีประสบการในการทำทีมฟุตบอลมาก่อน แต่ก็เป็นคนที่ตระกูล อัญเญลี่ สนิทและเชื่อใจ

อันเดรีย อัญเญลี่ และ เมาริซิโอ อาร์ริวาเบเน่ เลือกที่จะไว้ใจ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อีกครั้ง แต่ครั้งนี้โจทย์ของ อัลเลกรี ก็ไม่ง่ายเหมือนเดิม

ด้วยความที่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เป็นโค้ชจอมแท็กติกสไตล์อิตาเลี่ยนขนานแท้ ไม่ได้เป็นโค้ชที่วางระบบการเล่นเหมือนฟุตบอลสมัยใหม่เหมือนอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้การที่จะประสบความสำเร็จเหมือนตอนที่คุม ยูเวนตุส รอบแรกนั้น อัลเลกรี ต้องการนักเตะที่พร้อมเล่นตามสั่งของเขาได้เลย ไม่ได้เทรนอะไรมากมายเพื่อให้ทีมเล่นเป็นระบบ

แต่ปัญหาก็คือ ตอนที่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เข้ามารับงานรอบที่ 2 นั้น นักเตะส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นที่ถูกดึงเข้ามาในยุคของ ฟาบิโอ ปาราตีชี่ ซึ่งอาจจะไม่เข้าไม้เข้ามือของ อัลเลกรี สักเท่าไหร่ ทำให้ ยูเวนตุส ต้องจบฤดูกาล 2021/2022 แบบไร้แชมป์เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว

มาในฤดูกาลนี้ เมาริซิโอ อาร์ริวาเบเน่ จึงพยายามดึงผู้เล่นที่มีคุณภาพที่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ต้องการเข้าสู่ทีมทั้ง ปอล ป็อกบา และ อังเคล ดิ มาเรีย เพื่อมาช่วยสร้างสรรค์เกมและเพิ่มมิติที่ขาดหายไปให้กับ ยูเวนตุส แต่ทั้ง 2 คนกลับมีอาการบาดเจ็บรบกวนตั้งแต่ต้นฤดูกาล ทำให้ทีมของ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ผลงานไม่กระเตื้อง มิหนำซ้ำกลับมีผลงานที่แย่ลงอย่างมาก จนทำให้แฟนบอลเกิดกระแสให้ทีมขับไล่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ให้พ้นจากตำแหน่งกุนซือของทีม

แต่จนถึงตอนนี้ทั้ง อันเดรีย อัญเญลี่ และ เมาริซิโอ อาร์ริวาเบเน่ ยังไม่มีท่าทีที่จะปลด มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี และเลือกที่จะรอตัดสินผลงานของเขาหลังจากที่นักเตะตัวหลักอย่าง ปอล ป็อกบา, อังเคล ดิ มาเรีย และ เฟเดริโก้ เคียซ่า หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนามกันพร้อมหน้าพร้อมตา

ก็ไม่รู้ว่าความอดทนของ อันเดรีย อัญเญลี่ และ เมาริซิโอ อาร์ริวาเบเน่ ที่มีต่อ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี จะสัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดหรือไม่ หรือ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี จะไม่ใช่คำตอบของ ยูเวนตุส ตอนนี้จริงๆ แฟนๆก็คงต้องอดทนรอกันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลนั้นมันแย่เสียเหลือเกิน

ปัญหานอกสนาม ใหญ่กว่า ปัญหาในสนาม

เรื่องทิศทางการบริหารทีมในสนามของ อันเดรีย อัญเญลี่ ที่ว่าน่าปวดหัวแล้วในช่วงหลัง ยังไม่น่ากังวลเท่าการจัดการกับเรื่องนอกสนามของทีมนั้นดูจะเป็นปัญหาที่หนักกว่าเสียอีก

ปัญหาหลักของ อันเดรีย อัญเญลี่ นอกสนาม ณ ตอนนี้คือเรื่องปัญหากับแฟนบอลของทีม ยูเวนตุส เอง โดยเฉพาะกลุ่มแฟนบอล ฮาร์ดคอร์ หรือกลุ่ม อัลตร้า ของทีม

เรื่องมันเริ่มขึ้นช่วงปี 2017-2018 ที่เกิดการงัดข้อกันระหว่าง อันเดรีย อัญเญลี่ และกลุ่มแฟนบอลฮาร์ดคอร์ของยูเวนตุส ที่ต้องการโควต้าตั๋วฟรีเพื่อไปจัดการจำหน่ายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แลกกับการเข้ามาสร้างเสียงเชียร์ให้กับทีมรักในสนามเหย้าของ ยูเวนตุส

ซึ่งก่อนหน้านั้น แม้วิถีเหล่านี้จะไม่เคยเป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่เมื่อกลุ่มแฟนบอลฮาร์ดคอร์ของยูเวนตุส มีความต้องการที่มากขึ้นที่ อันเดรีย อัญเญลี่ ไม่สามารถให้ได้ จึงเริ่มกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประธานสโมสรกับแฟนบอลจนถึงขั้นแตกหัก กลุ่มอัลตร้าของยูเวนตุส นั้น ไม่เข้าสนามมาเชียร์ทีมเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ทำให้เสียงเชียร์ที่เคยเป็นพลังให้กับทีมเวลาเล่นในบ้านนั้นหายไป

ในเรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นความผิดของทั้งคู่ก็ว่าได้ ในฝั่งหนึ่ง กลุ่มแฟนบอลฮาร์ดคอร์ของยูเวนตุส ก็ผิดที่มาหวังผลประโยชน์จากการเข้ามาเชียร์ทีมของตัวเองในสนาม ส่วนในฝั่งของ อันเดรีย อัญเญลี่ ผู้เป็นประธานสโมสร แทนที่จะหาทางประนีประนอมกับกลุ่มแฟนบอลเพื่อให้เสียงเชียร์ในสนามไม่หายไป อัญเญลี่ กลับเลือกที่จะแตกหักกับแฟนบอลทั้งกลุ่มจนเสียงเชียร์ที่เคยดังกึกก้องกลายเป็นสนามที่เงียบงัน มีเพียงเสียงเฮหรือปรบมือในบางจังหวะเท่านั้น

เท่านั้นไม่พอ อันเดรีย อัญเญลี่ ดันออกกฎแบนอุปกรณ์การเชียร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นป้ายเชียร์ต่างๆ หรือพลุไฟ ไม่ให้แฟนบอล ยูเวนตุสเอาเข้ามาเชียร์ทีมรักในสนาม เพราะอยากให้การชมกีฬาของ ยูเวนตุส ดูทันสมัยมากขึ้น (ออกไปในแนวอเมริกันเกมส์) และเลือกที่จะใช้แสงสีและเสียงเพลงจากดีเจในสนามในการสร้างบรรยากาศแทน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ความขลังของแฟนบอลในสนามเสื่อมลงมากๆ

รวมถึงการตั้งราคาตั๋วที่แพงขึ้นจนแฟนบอลทั่วไปไม่สามารถจ่ายค่าเข้าชมมาเชียร์ทีมรักได้ทุกนัด สวนทางกับฟอร์มที่แย่ลงทุกวันๆ ทำให้แฟนบอลที่เข้ามาชมในสนามน้อยลงไปทุกวันๆ

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดล่าสุดที่ ยูเวนตุส พ่ายต่อ เบนฟิก้า ในบ้านไป 2-1 ทั้งที่สนามของ ยูเวนตุส จุแฟนบอลได้ถึง 41,000 คน แต่กลับมีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามไม่ถึง 25,000 ทั้งๆที่เป็นเกมระดับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แท้ๆ แถมการขาดกลุ่มแฟนบอลฮาร์ดคอร์ทำให้สนามของ ยูเวนตุส นั้นปราศจากเสียงเชียร์จากเจ้าบ้าน กลายเป็นกองเชียร์ทีมเยือนที่เข้ามาเชียร์ทีมเสียงดังกว่าเจ้าบ้านเสียอีก

“ยูเวนตุส” ขาดทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

การขาดหายไปของแฟนบอลที่ไม่เข้ามาชมเกมในสนามยังส่งผลต่อการเงินของสโมสรอีกด้วย เพราะรายได้จากการขายตั๋วและการจำหน่ายสินค้าในวันแข่งลดลง นอกจากนั้นการตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฤดูกาลที่แล้ว ก็ทำให้ ยูเวนตุส ขาดรายไปอีก ทำให้ผลประกอบการล่าสุดของ ยูเวนตุส ในปีที่ผ่านมาขาดทุนถึง 254 ล้านยูโร นับเป็นการขาดทุนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรใน กัลโช่ เซเรีย อา อีกด้วย

นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของ ยูเวนตุส จริงๆทั้งเรื่องผลงานในสนาม, การเงิน, และที่หนักที่ศรัทธาแฟนบอลต่อผู้จัดการทีมและประธานสโมสร ซึ่งหากดูจากท่าทีของ อันเดรีย อัญเญลี่ แล้ว ดูจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางที่เป็นปัญหาใดๆ ในขณะนี้ ต้องมารอดูกันว่า อันเดรีย อัญเญลี่ ที่ครั้งนึงเคยทำให้ ยูเวนตุส ประสบความสำเร็จมาแล้ว จะพาสโมสรกลับมาสู่ลู่ทางที่ควรจะเป็นได้หรือไม่ หรือต้องรอให้ทีมตกต่ำไปถึงจุดไหน ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

จารย์ต้น

จารย์ต้น

คนธรรมดาที่หลงใหลในฟุตบอล จนยอมหลงทางกับมันอยู่ 3 ปี ตอนนี้หลบหนีออกมา รอเวลาหลงทางกลับเข้าไปใหม่…

แชร์เนื้อหา