ซีรี่ย์ปีศาจแดงตอนที่ 2 : อัพเดทการเปลี่ยนแปลงหลังบ้านของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด | TunGame

นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงของ ปีศาจแดง หรือยัง?

เรียกได้ว่าเริ่มต้นนับ 1 ใหม่อีกครั้งสำหรับสโมสรขวัญใจมหาชนอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากในฤดูกาลที่ผ่านมานอกจากผลงานในสนามจะย่ำแย่ด้วยการเก็บแต้มได้น้อยที่สุดรวมถึงเสียประตูเยอะที่สุดตั้งแต่ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีกแล้ว เรื่องราวนอกสนามอย่างวิธีการบริหารภายในองค์กรก็ดูจะเละเทะ ไร้ทิศทาง ไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลเริ่มจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่บอร์ดบริหารพยายามปรับเปลี่ยนเพื่อให้สโมสรกลับมายืนอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง ดังนั้น ทันเกม จะพาไปสรุปการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในหลังบ้านของปีศาจแดงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรถูกแก้ไขไปบ้างนอกเหนือจากการแต่งตั้ง เอริก เทน ฮาก เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่

ซีอีโอ

เริ่มต้นด้วยตำแหน่งหัวเรือใหญ่ขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยผู้บริหารอันเป็นที่รัก(น้อย)ของเหล่า เร้ด อาร์มี่ อย่าง เอ็ด วู้ดเวิร์ด ตัดสินใจลงจากตำแหน่งดังกล่าวซึ่งข่าวลือสาเหตุของการออกคือเขาไม่สามารถผลักดันแนวคิด ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ที่ถูกสนับสนุนโดย ครอบครัวเกลเซอร์ ให้เกิดขึ้นจริงได้ ส่วนคนที่มาแทนที่นั้นคือ ริชาร์ด อาร์โนลด์ กรรมการผู้จัดการของสโมสร

อาร์โนลด์ เป็นบุคลากรที่ทำงานให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาเป็นเวลานานตั้งแต่ฤดูกาล 2007/2008 โดยเขาเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของสโมสรซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการรวมถึงพัฒนาวิธีการหารายได้จากช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นรายได้จากสปอนเซอร์, สินค้าและสิขสิทธิ์ต่างๆของสโมสรรวมถึงจากช่องทางออนไลน์ ต่อมาหลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รีไทร์ อดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลก็ได้ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการของสโมสรซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ทำงานในตำแหน่งนี้ เขาถือเป็นคนที่ดูแลและเข้าใจการดำเนินงานภายในสโมสรทั้งหมด

หลังจากขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอ ริชาร์ด อาร์โนลด์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “เรามีวิสัยทัศน์ชัดเจนและเรากำลังวางกลยุทธ์ที่ช่วยให้หน่วยงานต่างๆมีอำนาจเพียงพอเพื่อสนับสนุนให้สโมสรก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน นอกจากนี้เราจะทำให้สโมสรมีสภาพแวดล้อมทางฟุตบอลในระดับเวิลด์คลาส”

หัวหน้าแมวมอง

หน่วยงานแมวมองของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับการสังคายนาอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้หลัง 2 บุคคลสำคัญของบ้านอย่าง จิม ลอว์เลอร์ หัวหน้าแมวมองของสโมสร และ มาร์แซล เบาท์ หัวหน้าแมวมองระดับสากลก้าวลงจากตำแหน่งหลังรับใช้สโมสรมานานกว่า 16 ปี และ 8 ปี ตามลำดับ ส่วนสาเหตุของการออกก็คงหนีไม่พ้นความน่าผิดหวังในตลาดนักเตะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง

สำหรับ จิม ลอว์เลอร์ เข้ามาร่วมงานกับทีมปีศาจแดงตั้งแต่ปี 2005 โดยผลงานที่สร้างชื่อให้กับเจ้าตัวคือการแนะนำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ดึงตัว เฮนริค ลาร์สัน เข้ามาแก้ปัญหากองหน้าในช่วงหน้าหนาวของปี 2007 นอกจากนี้แมวมองชาวไอร์แลนด์เหนือยังเป็นคนค้นพบกองหน้าชาวเม็กซิกันอย่าง ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ “ชิชาร์ริโต้ ในปี 2010

ในขณะที่ มาร์แซล เบาท์ เข้ามาพร้อมกับ หลุยส์ ฟาน กัล ในปี 2014 ในตำแหน่งโค้ชทีมชุดใหญ่ก่อนที่จะย้ายไปเป็นหัวหน้าแมวมองระดับสากลในอีก 2 ปีถัดมาหลัง เอ็ด วู้ดเวิร์ด ได้มอบหมายตำแหน่งนี้ให้เพราะเขามองว่า เบาท์ มีความสามารถในการมองนักเตะดาวรุ่งรวมถึงมีคอนเน็คชันที่ดีกับแข้งดาวรุ่งชาวดัตช์ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของอดีตหัวเรือใหญ่ของปีศาจแดงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าผิดอย่างมหันต์

หัวหน้าเจรจาการซื้อขาย

นอกจากทีมแมวมองจะมีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่แล้ว หน่วยงานเจรจาซื้อขายก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันโดยเฮดใหญ่ในส่วนนี้อย่าง แม็ตต์ จัดจ์ ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวหลังทำหน้าที่มาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งผู้ที่ หลุยส์ ฟาน กัล เรียกว่าเป็นมือขวาของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด นั้นมีหน้าที่ในการติดต่อเอเยนต์ของนักเตะจนกระทั่งเจรจาเรื่องสัญญาของแข้งที่สโมสรให้ความสนใจรวมถึงแข้งปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของอดีตนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ก็ดูจะไม่ได้รับความนิยมจากแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจากความล่าช้าในการเดินดีลต่างๆ ของเขาทำให้เหล่า เร้ด อาร์มี่ ต้องหงุดหงิดใจเช่นในกรณีของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่กว่าจะมาต้องรอจนถึงเกือบปิดตลาดหน้าหนาวปี 2020 หรือในเคส เจดอน ซานโช่ ที่ใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการไล่ล่าตัว นอกจากนี้การดีลสัญญานักเตะก็ดูจะทำให้สโมสรเสียเปรียบโดยเฉพาะในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชส ที่ปีศาจแดงต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้สูงถึง 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในขณะที่ตอนนั้นดาวเตะชาวชิลีอายุเกือบจะ 30 ปีแล้ว

ปัจจุบันหลังจากที่ แม็ตต์ จัดจ์ ลงจากตำแหน่ง จอห์น เมอร์เท่อห์ ผู้อำนวยการฟุตบอลของสโมสรก็ได้เข้ามาดูแลกลุยุทธ์การซื้อขายนักเตะด้วยตนเองโดยเขาจะลงมาทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมซื้อขายรวมถึงทีมกฏหมายในการเจรจาดึงนักเตะที่สโมสรต้องการมาร่วมทีม

และนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในรั้ว โอลด์ แทรฟฟอร์ด จนถึงปัจจุบันซึ่งถ้าว่ากันตามตรงนี่น่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากที่สุดสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบๆหลายปีและคาดว่าการปรับเปลี่ยนก็คงจะไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้น แฟนบอลอย่างเราๆคงต้องมาตามดูกันต่อว่าการรื้อหลังบ้านขนานใหญ่ของเจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัยจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผลงานในสนามของสโมสรหรือไม่ ?

ซาไก

ซาไก

คนป่าหัดเข้าเมืองที่รักและหลงไหลในกีฬาลูกหนังมาตั้งแต่วัยละอ่อน

แชร์เนื้อหา