“ฟุตบอลโลก 2002” ชัยชนะที่แท้จริงของ โรนัลโด้ | TunGame

วันนี้ (30 มิถุนายน) เมื่อ 20 ปีที่แล้ว “โรนัลโด้” รับบทฮีโร่นัดชิง ฟุตบอลโลก 2002 ด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ “ทีมชาติบราซิล” เอาชนะ ทีมชาติเยอรมัน ไปได้ 2-0 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

ฟุตบอลโลก 2002” นั้นจะเรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของชีวิต “โรนัลโด้” ก็ว่าได้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น “โรนัลโด้” เองต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา ทั้งเหตุการณ์ใน นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 และอาการบาดเจ็บที่โหดร้ายที่สุดในโลกฟุตบอลที่เขาต้องฝ่าฟันระหว่างปี 1999-2001

เพื่อเป็นการรำลึกวันครบรอบ 20 ปี แห่งความสำเร็จที่ โรนัลโด้ ได้ฝากไว้ให้กับโลกฟุตบอล เรามาร่วมกันย้อนอดีตไปถึงเรื่องราวที่ โรนัลโด้ ต้องฝ่าฟันจนถึงวันที่คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2002 ในบทความ “ฟุตบอลโลก 2002: ชัยชนะที่แท้จริงของ โรนัลโด้”

ชัยชนะที่มากกว่า “แชมป์โลก” ชัยชนะของ “นักสู้”

ปริศนานัดชิง “ฟุตบอลโลก 1998” ของ “โรนัลโด้” (ที่ยังไม่ได้คำตอบ)

อันที่จริงแล้ว โรนัลโด้ เคยคว้า แชมป์ฟุตบอลโลก 1994 มาแล้วกับ ทีมชาติบราซิล แต่ในทัวร์นาเมนต์นั้นเขาเป็นเพียงแค่ดาวรุ่งวัย 17 ปีเท่านั้นและไม่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์แม้แต่นาทีเดียว ฟุตบอลโลก 1998 จึงถือเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ โรนัลโด้ จะได้วาดลวดลายให้ทั้งโลกได้ชมกัน

โรนัลโด้ ในวัย 21 ปีเป็นผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดใน ฟุตบอลโลก 1998 เพราะตั้งแต่ที่เขาย้ายมาเล่นฟุตบอลยุโรปในปี 1994 โรนัลโด้ ได้เขย่าวงการฟุตบอลยุโรปด้วยทักษะอันน่าทึ่งของเขา ทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง การเลี้ยง และการยิงประตู ที่สุดยอดมากๆในคนๆเดียวแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน จนได้รับฉายา “The Phenomenon” หรือแปลเป็นไทยว่า “ปรากฏการณ์” เพราะสิ่งที่ โรนัลโด้ ทำในสนามนั้นมันเหนือมนุษย์จริงๆ

เมื่อเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ โรนัลโด้ ก็ได้โชว์ฟอร์มตามที่ถูกคาดหวังไว้ ตั้งแต่รอบแรกถึงรอบรองชนะเลิศ เขามีส่วนร่วมกับ 7 จาก 14 ประตูที่ ทีมชาติบราซิล ทำได้ด้วยการยิง 4 จ่าย 3 เป็นหัวใจในเกมรุกที่พา ทีมชาติบราซิล เข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ไปพบกับเจ้าภาพอย่าง ทีมชาติฝรั่งเศส ตามความคาดหมาย

ในขณะที่แฟนบอลและสื่อทั่วโลกกำลังตื่นเต้นและตั้งตารอ รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ที่กำลังจะลงแข่งขัน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในแคมป์ ทีมชาติบราซิล ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น

ในวันแข่ง รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 หลังทานอาหารมื้อเที่ยง โรนัลโด้ ได้กลับเข้าห้องพักและนอนกลางวันซึ่งเป็นกิจวัตรของนักฟุตบอลอยู่แล้วที่จะพักผ่อนร่างกายในช่วงบ่าย แต่ในบ่ายวันนั้น โรนัลโด้ กลับมีอาการชักระหว่างที่นอนกลางวัน โดยคนที่เห็นเหตุการณ์คนแรกคือ โรแบร์โต้ คาร์ลอส เพื่อนร่วมห้องของ โรนัลโด้ ก่อนที่ คาร์ลอส จะไปเรียกทีมแพทย์และทุกคนมาดูอาการ

โรนัลโด้ รู้สึกตัวมาด้วยความมึนงงที่มีทีมแพทย์และทุกคนยืนล้อมเตียงเขาไว้อยู่ เมื่อได้สติและเริ่มพูดคุยกับสตาฟฟ์ของทีมจึงได้รับรู้ถึงสถานการณ์ทั้งหมด โรนัลโด้ ถูกแจ้งให้ทราบว่าเขาไม่สามารถลงเล่นเกมนัดชิงในวันนั้นได้ เนื่องจากมันเสี่ยงเกินไปต่อสุขภาพของเขาที่เพิ่งมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

เมื่อรายชื่อก่อนเกมถูกประกาศออกมาและไม่มีชื่อของ โรนัลโด้ ดาวยิงความหวังสูงสุดของทีมอยู่ใน 11 ตัวจริง ก็สร้างความแตกตื่นให้กับทั้งสื่อ แฟนบอล ไม่เว้นแม้กระทั้งทีมคู่แข่งในรอบชิงอย่าง ทีมชาติฝรั่งเศส ก็ช็อคไปตามกัน

โรแบร์ ปีแรส ตำนานปีกเคราแพะของ อาร์เซน่อล หนึ่งในนักเตะ ทีมชาติฝรั่งเศสชุดฟุตบอลโลก 1998 เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อรายชื่อถูกประกาศออกมา ทีมชาติฝรั่งเศส ต่างช็อคและคิดว่านี่ต้องเป็นแผนหลอกล่อของ ทีมชาติบราซิล แน่ๆ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่ามันมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นจริงๆ

ไม่กี่นาทีก่อนเกิมจะเริ่มขึ้น โรนัลโด้ ได้ไปคุยกับ มาริโอ ซากัลโล่ กุนซือทีมชาติบราซิล ว่าเขาพร้อมที่จะลงทำการแข่งขันให้ทีม โรนัลโด้ ยืนยันด้วยผลตรวจของแพทย์ประจำทีมที่แสดงผลว่าไม่พบการทำงานที่ผิดปกติใดๆในร่างกายของ โรนัลโด้ รวมไปถึงตัวของ โรนัลโด้ เองที่ยืนยันว่าเขารู้สึกเป็นปกติอย่างมากและพร้อมลงช่วยทีม

แม้จะฝืนหัวใจของ ซากัลโล่ ที่ไม่อยากเสี่ยงกับสุขภาพของ โรนัลโด้ อย่างมาก แต่เขาไม่มีทางเลือก และเปลี่ยนชื่อผู้เล่นให้ โรนัลโด้ นั้นลงเป็น 11 ตัวจริงในที่สุด ก่อนเกมจะเริ่มเพียงไม่กี่นาที

โรนัลโด้ ลงเล่นครบ 90 นาทีก่อนที่ ทีมชาติบราซิล พ่ายต่อ ทีมชาติฝรั่งเศส แบบยับเยิน 3-0 ผู้เล่นเกือบทั้งทีมชาติบราซิลนั้นเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างชัดเจนรวมไปถึง โรนัลโด้ ที่ไม่เหลือลวดลายอันน่ากลัวของเขาอยู่เลย สาเหตุคงเป็นเพราะทั้งเรื่องแท็กติกและความฮึกเหิมของ ทีมชาติฝรั่งเศส ที่มีมากกว่าในฐานะเจ้าบ้าน และอีกสาเหตุที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของทุกคนในทีมทั้งก่อนและระหว่างการแข่งขันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ โรนัลโด้ ในบ่ายวันนั้น

ถึงเกมจะจบไปแล้ว แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ โรนัลโด้ ก่อนเกม นัดชิงฟุตบอลโลก 1998 ยังเป็นประเด็นที่ทั้งสื่อและแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศบราซิลยังคงติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะมันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพลาดแชมป์ฟุตบอลโลก ของทีมชาติบราซิล อย่างไม่ต้องสงสัย

แม้จะมีกี่ทฤษฎีจะมาอธิบายปริศนาครั้งนี้ มันก็ไม่เคยถูกพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วแน่ๆ คือความพ่ายแพ้ของ ทีมชาติบราซิล ใน นัดชิงฟุตบอลโลก 1998 และแผลในใจของดาวยิงของทีมอย่าง โรนัลโด้

การบาดเจ็บที่ร้ายแรงที่สุดของในโลกฟุตบอลของ “โรนัลโด้”

เมื่อเรื่องเลวร้ายที่ ฟุตบอลโลก 1998 ผ่านพ้นไป โรนัลโด้ ก็กลับมาช่วย อินเตอร์ มิลาน ในลีกอีกครั้งและยังคงฟอร์มอันยอดเยี่ยมไว้ได้จนถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของ อินเตอร์ มิลาน ในช่วงสิ้นฤดูกาล 1998/1999

ฤดูกาล 1999/2000 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1999 โรนัลโด้ ได้รับบาดเจ็บหนักเป็นครั้งแรกจากอาการเอ็นหัวเข่าขาด ทำให้ต้องได้รับการผ่าตัดและพักฟื้นถึง 5 เดือน ก่อนจะกลับมาลงสนามช่วย อินเตอร์ มิลาน ได้อีกครั้งซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาที่เร็วพอสมควร แต่เรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตการค้าแข้งก็ได้เกิดขึ้นกับ โรนัลโด้ ในเกมแรกที่เขากลับมาลงสนาม

ในเกม นัดชิงชนะเลิศโคปปา อิตาเลีย ที่ อินเตอร์ มิลาน นั้นพบกับ ลาซิโอ้ ในวันที่ 12 เมษายน 2000 โรนัลโด้ ถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรอง นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้กลับมาลงสนามหลังจากหายไป 5 เดือน และเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้นหลังจากที่ โรนัลโด้ ถูกส่งลงสนาม เขาก็ได้รับบากเจ็บอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันดูรุนแรงกว่าเดิมมาก…

โรนัลโด้ รับบอลจากกลางสนามและพยายามเลี้ยงจี้เข้าหากองหลังของ ลาซิโอ้ เขาพยายามสับขาหลอกคู่แข่ง ซึ่งเป็นท่าเก่งที่เห็นจนชินตาเมื่อตัวเขาได้บอล แต่การสับขาจังหวะนั้นเองที่เอ็นลูกสะบ้าเข่าของเขานั้นขาดออกจากกัน โรนัลโด้ ล้มลงจับหัวเข่าตัวเองโดยที่ไม่โดนคู่แข่งปะทะ ทำให้เหล่าผู้เล่นของ ลาซิโอ้ ที่อยู่ใกล้เหตุการณ์รู้ทันทีว่า โรนัลโด้ เกิดอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง พร้อมทำสัญญามือให้หยุดเกมและเรียกทีมแพทย์มาดูอาการโดยด่วน

เชื่อว่าภาพที่ โรนัลโด้ ล้มลงไปจับหัวเข่าพร้อมกรีดร้องออกมานั้นยังคงติดอยู่ในหัวของแฟนบอลทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ในยุคนั้น ทุกคนในสนามไม่ว่าจะเป็น นักเตะ ทีมงาน หรือแฟนบอลต่างเงียบสงัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนมีแต่เสียง โรนัลโด้ ที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ มันเป็นภาพที่สะเทือนใจของโลกฟุตบอลต้องเห็นกองหน้าที่เก่งที่สุดในโลกได้รับบาดเจ็บรุนแรงขนาดนั้น และมันดูทรมานจนไม่รู้เลยว่าอนาคตของดาวเตะวัย 23 ปีรายนี้จะเป็นอย่างไร แล้วกองหน้าที่ถูกคาดหวังให้เป็นดาวดังของโลกในอีกหลายปีข้างหน้าคนนี้จะกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกหรือไม่

อาการบาดเจ็บของ โรนัลโด้ ถูกวินิจฉัยให้อยู่ในระดับวิกฤติ นิลตัล เปโตรน นักกายภาพประจำตัวของ โรนัลโด้ อธิบายว่า “มันเหมือนลูกสะบ้าของ โรนัลโด้ นั้นระเบิดออก, เส้นเอ็นลูกสะบ้าเข่าขาดและถูกดึงขึ้นมาถึงบริเวณกลางต้นขา ซึ่งถือว่าร้ายแรงมากๆ”

“การผ่าตัดเคสของ โรนัลโด้ นั้นถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมาก เมื่อผ่าตัดเสร็จเข่าของ โรนัลโด้ บวมจนมีขนาดพอๆกับลูกฟุตซอล เขาไม่สามารถงอหัวเข่าได้แม้แต่น้อย มันเป็นอะไรที่น่ากลัวและทรมานมากๆ โรนัลโด้ เจ็บปวดจนต้องใช้มอร์ฟีนเพื่อระงับความทรมานนั้น” นิลตัล เปโตรน กล่าว

คำถามต่อมาที่เกิดขึ้นกับ โรนัลโด้ และโลกฟุตบอลก็คือ โรนัลโด้ จะสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้หรือไม่?

วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยนั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่า โรนัลโด้ จะกลับมาเล่นฟุตบอลได้เพราะมันเป็นเคสที่รุนแรงที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ แพทย์ผู้ผ่าตัดเข่าของ โรนัลโด้ ก็ยังกล่าวเองว่าเขาเคยเจอเคสแบบ โรนัลโด้ เพียงหนึ่งครั้งก่อนเคสนี้และผลลัพธ์คือนักเตะคนนั้นต้องเลิกเล่นฟุตบอล

ความหวังและทางออกดูเลือนลาง แม้แต่ นิลตัล เปโตรน นักกายภาพประจำตัวของ โรนัลโด้ ก็ยังไม่คิดว่า โรนัลโด้ จะกลับมาได้ แต่สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของ โรนัลโด้ มีเพียงว่าเขาจะต้องกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งให้ได้ไม่ว่ามันจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดก็ตาม การพักรักษาและฟื้นฟูจึงค่อยๆเริ่มขึ้น

“ฟุตบอลโลก 2002” ชัยชนะที่แท้จริงของ “โรนัลโด้”

ในที่สุด โรนัลโด้ ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงฤดูกาล 2001/2002 หลังจากที่หยุดเล่นฟุตบอลไปถึง 15 เดือน มันเป็นเรื่องน่ายินดีต่อตัว โรนัลโด้ เองรวมไปถึงแฟนฟุตบอลทั่วโลกที่ได้เห็น โรนัลโด้ สู้กับอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง แต่แน่นอนว่าหัวเข่าที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทำให้สไตล์การเล่นของ โรนัลโด้ นั้นไม่เหมือนเดิม

ก่อนได้รับบาดเจ็บ โรนัลโด้ มีจุดเด่นอยู่ที่ความเร็วในการกระชากหนีคู่แข่งชนิดที่ว่าไม่มีกองหลังคนไหนสามารถหยุดเขาได้ แต่เมื่อเส้นเอ็นได้หายไปจากหัวเข่าเขาแล้ว โรนัลโด้ ก็ไม่สามารถที่จะวิ่งกระชากและใช้ร่างกายที่เป็นจุดเด่นของเขาได้เหมือนเดิม

การกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งของเขาในช่วงแรกเรียกได้ว่าเป็นภาพของ โรนัลโด้ ที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับก่อนบาดเจ็บ ทั้งการเคลื่อนที่ที่น้อยลง จังหวะที่ยังดูระแวงที่กลัวจะเจ็บซ้ำอีก โรนัลโด้ นั้นดูมีปัญหาไม่น้อยกับการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นกับหัวเข่าใหม่ของเขา ทำให้แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่า โรนัลโด้ จะกลับมาเก่งได้ขนาดไหน

ในฤดูกาล 2001/2002 ก่อนฟุตบอลโลก 2002 โรนัลโด้ ลงสนาม อินเตอร์ มิลาน เพียง 16 เกมและทำไปเพียง 7 ประตูในทั้งฤดูกาล และไม่ได้มีส่วนร่วมกับ ทีมชาติบราซิล ในการเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 เลย

เมื่อ ฟุตบอลโลก 2002 ใกล้จะเริ่มขึ้น ทั้งสื่อในประเทศบราซิลและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยเป็นกังวลกับการที่ ทีมชาติบราซิล จะเรียก โรนัลโด้ มาติดทีมชาติไปสู้ศึก ฟุตบอลโลก 2002 เพราะภาพที่พวกเขาเห็นล่าสุดนั้น โรนัลโด้ ไม่ใช่กองหน้าที่ดีที่สุดในโลกคนเดิมอีกต่อไปแล้ว และอยากจะให้ทีมเรียกกองหน้าที่อยู่ในฟอร์มและสภาพร่างกายที่ดีกว่า โรนัลโด้ มาติดทีมแทน

โชคดีที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติบราซิลไม่ได้คิดเช่นเดียวกับสื่อและแฟนบอล สโคลารี่ นั้นเชื่อมั่นและรู้ว่า โรนัลโด้ คือนักเตะพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานลงมา ถึงแม้ร่างกายของเขาจะไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าหากเขาแข็งแรงพอที่จะลงสนาม โรนัลโด้ ก็ต้องติดทีมของ สโคลารี่ ไปลุยฟุตบอลโลก

แม้แต่ตัว โรนัลโด้ ยังรู้ดีเลยว่าในสถานการณ์ปกติแล้ว หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ควรเรียกคนอื่นมาติดทีมแทนเขาด้วยซ้ำ คนที่มีความฟิตและความพร้อมมากกว่าตัว โรนัลโด้ เอง ความเชื่อมั่นที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ มีต่อ โรนัลโด้ จึงเป็นอีกแรงผลักดันที่ทำให้ โรนัลโด้ ทำงานอย่างหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ สโคลารี่ มีให้กับเขา

และเมื่อ ฟุตบอลโลก 2002 เริ่มขึ้น โรนัลโด้ ก็ค่อยๆระเบิดฟอร์มการทำประตูออกมาเกมแล้วเกมเล่า เขาทำได้ถึง 6 ประตู จาก 6 เกมตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนถึงรอบรองชนะเลิศ เรียกได้ว่าผลงานของตัวเขานั้นดีกว่าตอน ฟุตบอลโลก 1998 ก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บเสียอีก

แม้จะไม่สามารถใช้ความเร็วในการเลี้ยงกระชากคู่แข่งได้เหมือนก่อน แต่ความสุดยอดในตัว โรนัลโด้ นั้นยังเหลือล้น เมื่อเขาปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับร่างกายที่ไม่เหมือนเดิมของเขาได้แล้ว โรนัลโด้ เปลี่ยนจากกองหน้าที่ลงไปล้วงบอลแล้วกระชากพาบอลขึ้นหน้ากลายเป็นกองหน้าตัวเป้าที่รอจบสกอร์โดยสมบูรณ์ แม้ความเร็วอาจจะหายไปแต่ความเข้าใจเกมและการยิงประตูอันสุดยอดนั้นยังอยู่ ยิ่งยิงได้มากขึ้นในแต่ละเกม ความมั่นใจของเขาก็เริ่มกลับมา

ส่วนนึงต้องให้เครดิตกับ ทีมชาติบราซิล ชุด ฟุตบอลโลก 2002 ทั้งทีมที่เล่นกันได้อย่างลงตัว ทำให้งานของ โรนัลโด้ ไม่หนักมากนักเพราะเพื่อนอัก 10 คนได้เล่นกันอย่างสุดยอดและพร้อมปั้นให้ตัว โรนัลโด้ จบสกอร์ โดยเฉพาะ ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ ที่ประสานงงานกับ โรนัลโด้ ได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกิดเป็นตำนาน 3R แห่งโลกฟุตบอล

เมื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2002 วันแข่ง รอบชิงฟุตบอลโลก 2002 หวนมาอีกครั้ง ทำให้ โรนัลโด้ นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวัน รอบชิงฟุตบอลโลก 1998 หลังทานอาหารเที่ยงเสร็จ เขาเลือกจะหาเพื่อนคุยแทนที่จะไปนอนเพราะกลัวเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนหน้าจะซ้ำรอย โชคดีที่ ดิด้า หนึ่งในผู้รักษาประตูของทีมชุดนั้นเลือกที่จะไม่นอนเช่นกันและพูดคุยกับ โรนัลโด้ จนเขาสามารถปล่อยวางเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่หลอกหลอนเขาได้ และตั้งตารอกับเกมรอบชิงที่กำลังจะมาถึง

เมื่อเวลามาถึง รายชื่อของนักเตะทั้ง 2 ทีมถูกประกาศออกมา ครั้งนี้ มันไม่มีเรื่องให้ทุกคนตกใจกันอีกแล้ว ชื่อของ โรนัลโด้ ดาวยิงของ ทีมชาติบราซิล ในอยู่ในรายชื่อตามควร และเมื่อจบ 90 นาที โรนัลโด้ ก็ตอกย้ำความสุดยอดของเขาให้กับโลกฟุตบอลด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตูในรอบชิง ฟุตบอลโลก 2002 พาทีม ชาติบราซิล ปราบ ทีมชาติเยอรมัน คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ และลบฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในปี 1998

ไม่ต้องสงสัยว่ากระแสในตัวของ โรนัลโด้ กลับมาอีกครั้งและมากกว่าเดิมหลังจบ ฟุตบอลโลก 2002 ทัวร์นาเมนต์ที่เขาทำประตูไปถึง 8 ลูกจาก 7 เกมที่ลงเล่น ทัวร์นาเมนต์ที่เขาตอกย้ำให้กับผู้คนที่ตั้งคำถามในตัวเขาทั้งเรื่องอาการบาดเจ็บและความเก่งที่ไม่เหมือนเดิม โรนัลโด้ ตอบทุกความสงสัยเหล่านั้นด้วยผลงานอันสุดยอดที่สุดที่ผู้เล่นคนนึงจะรังสรรค์ไว้ใน ฟุตบอลโลก

หาก โรนัลโด้ นั้นเชื่อแพทย์ที่ลงความเห็นว่าเขาไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกแล้วไม่คิดจะสู้กับอาการบาดเจ็บตั้งแต่ปี 2000 เขาคงไม่ได้สร้างชื่อของตัวเองและ ทีมชาติบราซิล ใน ฟุตบอลโลก 2002

จิลแบร์โต้ ซิลวา หนึ่งในเพื่อนร่วม ทีมชาติบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้กล่าวถึง โรนัลโด้ ไว้ว่า “โรนัลโด้ มีพลังบางอย่างที่คนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้จากข้างนอก มันไม่ใช่ความเร็วหรือทักษะของเขา แต่มันคือจิตใจที่แข็งแกร่งที่ผลักดันให้เขาสู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะสู้กับอาการบาดเจ็บ หรือคู่แข่งในสนาม และพวกเราทุกคนเชื่อมั่นในตัวของ โรนัลโด้ ตั้งแต่ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม”

หนึ่งในบทสัมภาษณ์คลาสสิคของ โรนัลโด้ ถึงการต่อสู้กับอาการบาดเจ็บของเขามีอยู่ว่า “ผมไม่มั่นใจในวิทยาศาสตร์ หรือการแพทย์ว่าจะมีศาสตร์อะไรมาช่วยให้ผมกลับมาเตะฟุตบอลได้อีกครั้งหรือไม่ เพราะผมไม่ได้เรียนจบหมอ, สิ่งเดียวที่ผมมั่นใจคือความตั้งใจของผมที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้ได้กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง”

ความสำเร็จใน ฟุตบอลโลก 2002 ของ โรนัลโด้ จึงไม่ใช่รางวัลของความเก่งกาจที่เขามีติดตัวเท่านั้น แต่มันเป็นรางวัลให้กับความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของ โรนัลโด้

“หนึ่งในชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตผมคือการเอาชนะการบาดเจ็บแล้วกลับมาโลดแล่น ทำประตูในเกมฟุตบอลได้อีกครั้ง, การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 เป็นเหมือนรางวัลที่มีต่อความตั้งใจของผมและเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิลทุกคน” โรนัลโด้ หลุยส์ นาซาริโอ เดอ ลิม่า

จารย์ต้น

จารย์ต้น

คนธรรมดาที่หลงใหลในฟุตบอล จนยอมหลงทางกับมันอยู่ 3 ปี ตอนนี้หลบหนีออกมา รอเวลาหลงทางกลับเข้าไปใหม่…

แชร์เนื้อหา