ลิเวอร์พูล น่ากังวลขนาดไหน? | TunGame

ลิเวอร์พูล เปิดหัว พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2022/2023 ได้ไม่ดีนัก จากการเก็บได้เพียง 2 คะแนนจาก 2 เกมแรกที่เสมอกับ ฟูแล่ม และ คริสตัล พาเลซ ทำให้ทีมหงส์แดงอยู่ในอันดับที่ 12 ของตาราง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในขณะนี้

แม้ในภาพรวมนั้น เกมการเล่นของ ลิเวอร์พูล ใน 2 เกมนั้นยังพอมีทรงของ เครื่องจักรสีแดง ให้เห็นอยู่ แต่รายละเอียดต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทีมหงส์แดงนั้นยังไม่สามารถคว้า 3 แต้มได้ในฤดูกาลนี้

เรามาร่วมวิเคราะห์กันว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นต้องรีบแก้ให้ได้ และโดยภาพรวมแล้วสถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล น่ากังวลขนาดไหน?

“เครื่องจักรสีแดง” ยังไม่ทำงาน

ปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะ ลิเวอร์พูล

แม้จะเปิดฤดูกาลมาเพียง 2 สัปดาห์ แต่ขุนพล ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นมีปัญหาอาการบาดเจ็บเยอะมาก ไล่ตั้งแต่ โฌแอล มาติป, อิบราฮิม่า โกนาเต้, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, เคอร์ติส โจน, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ดีโอโก้ โชต้า

ปัญหาแรกของการที่นักเตะเจ็บกันระนาวขนาดนี้คือเรื่องของคุณภาพผู้เล่น 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ที่จะไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เช่นในเกมล่าสุดที่ คล็อปป์ ต้องส่ง นาธาเนียล ฟิลลิปส์ กองหลังตัวเลือกสุดท้ายของทีมลงมายืนเป็นตัวจริงก่อน และประตูที่เสียให้กับ คริสตัล พาเลซ ก็เกิดจากการเจาะตรงช่องของ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ นี่แหละ ก่อนที่สุดท้าย ฟิลลิปส์ จะโดนเปลี่ยนออกแล้วให้ โจ โกเมซ ที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บลงมาเล่นแทน

ปัญหาที่รองลงมาจากเรื่องคุณภาพ 11 ตัวจริงคือเรื่องของตัวสำรองที่จะลงมาเปลี่ยนเกมให้กับ ลิเวอร์พูล เพราะโดยปกติแล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ มักมีไม้เด็ดจากตัวสำรองเสมอในยามที่ทีมเล่นไม่ค่อยออก ไม่ว่าจะเป็น ดิว็อค โอริกี้ ที่มักจะลงมาเป็นตัวโจ๊กเกอร์ให้ทีมอยู่เสมอ หรือในฤดูกาลที่แล้วที่ หลุยส์ ดิอาซ มักถูกส่งลงมาเวลาที่ทีมตันๆ เพื่อเปลี่ยนจังหวะในเกมบุกให้กับ ลิเวอร์พูล และมักจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเกือบทุกครั้ง

หรือแม้กระทั่งในเกมแรกของ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล นี้ที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ฟูแล่ม ไป 2-2 ตัวสำรองที่รับบทลงมาเปลี่ยนเกมแล้วได้ผลสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็คือ ดาร์วิน นูนเญซ นั้นเอง

แต่ในเกมที่พบกับ คริสตัล พาเลซ ในเกมล่าสุด ลิเวอร์พูล ไม่มีตัวเลือกในแดนหน้าให้ลงมาเปลี่ยนเกมเนื่องจากนักเตะบาดเจ็บกันหมด แถม ดาร์วิน นูนเญซ มาโดนใบแดงทำให้ทีมเหลือ 10 คนก็ยิ่งทำให้อะไรมันยากขึ้นไปใหญ่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำได้แค่เพียงส่ง คอสตาส ซิมิคาส ลงมาเปิดบอลไม่เข้าเป้าแม้แต่ครั้งเดียว และส่ง ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ที่ประสบการณ์ยังไม่แกร่งกล้านักลงมาเปลี่ยนจังหวะเกมนิดๆหน่อยๆ

ฉะนั้นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องระวังให้มากที่สุดตอนนี้คือ ต้องไม่ให้มีนักเตะตัวหลักได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีกแล้ว แล้วเร่งรักษานักเตะที่เจ็บให้กลับมาลงสนามให้ไวที่สุด ในระหว่างนี้ก็คงต้องอาศัยมันสมองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในการเอาตัวรอดเป็นเกมต่อเกมไปก่อน

เกมรุกของ “ลิเวอร์พูล” ในวันที่ไม่มี “ซาดิโอ มาเน่” และใช้กองหน้าตัวเป้าอย่าง “ดาร์วิน นูนเญซ”

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงต้นฤดูกาลนี้หรือจะเรียกว่าทั้งฤดูกาลนี้ก็ว่าได้ คือ ความเปลี่ยนแปลงในแดนหน้า

ในช่วงหลายฤดูกาลหลังที่ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จมากมายนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ มี 3 ประสานในแดนหน้าที่เข้ามืออย่าง ซาดิโอ มาเน่ เป็นตัวรุกฝั่งซ้าย, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นตัวรุกฝั่งขวา, และมี โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หรือ ดีโอโก้ โชต้า ยืนเป็นกองหน้าสไตล์ ฟอลส์ไนน์ (false9/กองหน้าตัวหลอก)

ประเด็นแรกที่เป็นความท้าทายของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในแผงรุกใหม่ของ ลิเวอร์พูล คือการที่ต้องใช้ หลุยส์ ดิอาซ มายืนเป็นตัวหลักทางฝั่งซ้ายแทน ซาดิโอ มาเน่ ที่ยืนเป็นตัวหลักให้ทีมมายาวนานถึง 6 ปี ซึ่งถึงแม้ หลุยส์ ดิอาซ จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมทันทีที่เขาย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อกลางฤดูกาลที่แล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล มีตัวรุกชุดเดิมที่ลงตัวอยู่แล้วทั้ง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, และ ดีโอโก้ โชต้า การที่ หลุยส์ ดิอาซ มาร่วมทีมและได้โอกาสลงเล่นแทนใครคนใดคนหนึ่งในบางโอกาสจึงแตกต่างไปจากการที่เขาต้องมายืนเป็นตัวหลักแทน ซาดิโอ มาเน่ จริงๆ

สไตล์ของ ซาดิโอ มาเน่ กับ หลุยส์ ดิอาซ นั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ซาดิโอ มาเน่ มีความหลากหลายและจับทางได้ยากกว่า หลุยส์ ดิอาซ เพราะ มาเน่ เป็นตัวรุกที่จมูกไวมากๆ สามารถเอาตัวเองไปอยู่ทุกที่ที่สามารถลุ้นทำประตูได้ หรือในหลายๆจังหวะก็สามารถลงมาลากเลื้อยเองหรือเล่นร่วมกับเพื่อนได้ดีเช่นกัน ในขณะที่ ดิอาซ จะมีสไตล์ธรรมชาติที่เป็นปีกมากกว่าและมีมิติในการเล่นเกมรุกที่ด้อยกว่า ซาดิโอ มาเน่ อยู่ เมื่อต้องกลายมาเป็นตัวหลักแทน ซาดิโอ มาเน่ ที่ปั่นป่วนคู่แข่งให้กับ ลิเวอร์พูล มา 6 ปี จึงทำให้มิติในการเล่นเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ลดลงแบบอัตโนมัติ คู่แข่งจับทางได้ง่ายขึ้น เป็นปัญหาที่ทั้งตัว เจอร์เก้น คล็อปป์ และ หลุยส์ ดิอาซ ต้องไปทำงานร่วมกันว่าจะทำจุดนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ประเด็นต่อไปที่เป็นปัญหาในแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ในช่วงต้นฤดูกาลนี้คือตำแหน่งกองหน้า เพราะตามความเป็นจริงแล้ว นักเตะที่ควรจะเป็นกองหน้าตัวจริงให้กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงเปิดฤดูกาลควรเป็น ดีโอโก้ โชต้า ที่เข้าใจระบบการเล่นของทีมดีอยู่แล้วและทำผลงานได้น่าประทับใจเมื่อฤดูกาลก่อน ในเมื่อต้องเปลี่ยนจาก ซาดิโอ มาเน่ เป็น หลุยส์ ดิอาซ อยู่แล้ว การยึดผู้เล่นเดิมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, และ ดีโอโก้ โชต้า เป็นโครงแล้วค่อยๆให้ หลุยส์ ดิอาซ ได้เรียนรู้การทำหน้าที่แทน มาเน่ จึงดูเหมาะสมกว่าการที่จะไปเลือกใช้งาน ดาร์วิน นูนเญซ ทันที

แต่ ดีโอโก้ โชต้า ก็ดันเจ็บตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องใช้บริการของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปก่อน เพราะอย่างน้อย ฟีร์มีโน่ ก็ยังมีความเข้าใจระบบอยู่แล้ว แต่ตัวของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นั้นฟอร์มตกลงมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว แถมยังมาเจ็บก่อนเกมที่พบกับ คริสตัล พาเลซ ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องมาฝากความหวังกับ ดาร์วิน นูนเญซ ในการยืนเป็นตัวจริงตั้งแต่เกมที่ 2 ของฤดูกาล

แม้ ดาร์วิน นูนเญซ จะทำประตูได้ในเกมที่ลงมาเป็นตัวสำรองในเกม คอมมูนิตี้ ชิล์ด ที่ ลิเวอร์พูล ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเกมนัดเปิด พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เสมอกับ ฟูแล่ม แต่เมื่อได้โอกาสเป็นตัวจริงในเกมที่พบกับ คริสตัล พาเลซ แล้วจะเห็นได้เลยว่า ดาร์วิน นูนเญซ ยังขาดความพร้อมทั้งเรื่องการเล่นร่วมกับเพื่อน ความมั่นใจในการจบสกอร์ และการควบคุมอารมณ์

สไตล์การเล่นของ ดาร์วิน นูนเญซ นั้นถือเป็นกองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ ซึ่งต่างจากกองหน้าตัวหลักเดิมของ ลิเวอร์พูล อย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หรือ ดีโอโก้ โชต้า ที่มีสไตล์เป็นกองหน้าฟอลส์ไนน์ ที่มีส่วนร่วมกับเกมได้ดีกว่า พอ ดาร์วิน นูนเญซ ได้โอกาสลงมาเป็นตัวจริงจึงทำให้มิติในการเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมหายไป

แต่สิ่งที่ ดาร์วิน นูนเญซ ทำได้ดีคือการวิ่งทำทางหรือหาพื้นที่ในการเข้าทำ เพราะอย่างในเกมกับ คริสตัล พาเลซ นั้น นูนเญซ ก็สามารถหาพื้นที่จนมีโอกาสได้ยิงเหน่งๆถึง 2 ครั้งในครึ่งแรก แต่กลับไม่มีความเฉียบคม ยิงแป้กข้ามคานและชนเสาไปอย่างละลูก กองหน้าค่าตัวระดับนี้ควรที่จะมีความเด็ดขาดในการเปลี่ยนสกอร์ให้ทีมมากกว่านี้ แถมการโดนคู่แข่งปั่นประสาทจนหัวเสียโดนใบแดง ยิ่งสร้างความเสียหายให้ทีมเข้าไปใหญ่

เชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ และตัว ดาร์วิน นูนเญซ เองก็คงกำลังเร่งความหลากหลายในการเล่นอยู่แล้ว เพราะตัว ดาร์วิน นูนเญซ เองนั้นมีสัญชาตญาณความเป็นกองหน้าเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว หากสามารถพัฒนาการมีส่วนร่วมในเกมได้จะยิ่งทำให้ นูนเญซ เป็นกองหน้าที่ครบเครื่องและอันตรายอย่างมากในอนาคต

ส่วนเรื่องความมั่นใจในการจบสกอร์และการควบคุมอารมณ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาเช่นกัน การที่ ดาร์วิน นูนเญซ เป็นนักเตะที่อายุยังน้อย แต่มีค่าตัวมหาศาล ย่อมมีความกดดันเป็นธรรมดาและอาจจะทำให้ตัวเขาแสดงมันออกมาในทางที่ไม่ดีนัก แต่ก็เชื่อโดยสภาพแวดล้อมของทีม ลิเวอร์พูล และความเขี้ยวของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะทำให้ ดาร์วิน นูนเญซ เติบโตขึ้นได้เช่นกัน

ปัญหาของ ลิเวอร์พูล ไม่เกินมือ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่จะทันการไหม?

ด้วยคุณภาพนักเตะที่ ลิเวอร์พูล มีในมือนั้น คาดว่าไม่เกินความสามารถนักปั้นอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะรักษาระดับความโหดของ ลิเวอร์พูล ไว้ได้ แต่คำถามคือทีมจะลงตัวเมื่อไหร่ และจะทันการไหม?

อย่าลืมว่าการแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโล่า อยู่นั้นเป็นการแข่งขันที่มีมาตรฐานที่สูงมากๆ อย่างในฤดูกาลที่แล้วที่ทั้ง 2 ทีมก็ลุ้นแชมป์กันถึงหยดสุดท้าย แสดงให้เห็นว่าทุกคะแนนมีความสำคัญมากๆ ซึ่งในต้นฤดูกาลนี้ที่ ลิเวอร์พูล ทำแต้มหล่นมือไปแล้วถึง 4 แต้ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็รักษาระดับความไฉไลเก็บได้ครบ 6 แต้มเต็ม

เชื่อว่าภายในฤดูกาลนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาเครื่องติดได้แน่ หากแก้เรื่องปัญหานักเตะบาดเจ็บได้โดยเร็ว แต่หากคิดจะกลับเข้าสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้ได้ เห็นที เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องมีเร่งมือกันบ้างแล้วหละ

จารย์ต้น

จารย์ต้น

คนธรรมดาที่หลงใหลในฟุตบอล จนยอมหลงทางกับมันอยู่ 3 ปี ตอนนี้หลบหนีออกมา รอเวลาหลงทางกลับเข้าไปใหม่…

แชร์เนื้อหา