Recap ฟุตบอลโลก นัดแรก 4 ครั้งหลังสุด | TunGame

เจ้าภาพไม่เคยแพ้นัดเปิด

กลับมาอีกครั้งนึงสำหรับสังเวียนลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟุตบอลโลก ซึ่งจัดทุกทุก 4 ปีด้วยกัน แน่นอนว่าแฟนบอลทั่วโลกต่างอยากรู้ว่าในปีนี้ประเทศใดจะได้ครองความยิ่งใหญ่ในศึกครั้งนี้ แต่ในความคิดเห็นของผู้เขียนนั้น เฝ้ารอการได้ชมนัดเปิดสนามมากไม่แพ้กับนัดชี้ชะตานัดสุดท้ายเลยทีเดียว วันนี้ ทันเกม จะพาทุกท่านไปย้อนอดีต ไปดูเรื่องราวที่น่าสนใจในนัดเปิดสนาม 4 ครั้งหลังสุดกัน

ฟุตบอลโลก ปี 2006 ที่ ประเทศเยอรมนี

หลังจากผิดหวังในนัดชิงชนะเลิศให้กับ ทีมชาติบราซิล ใน ฟุตบอลโลก ปี 2002 จาก 2 ประตูจาก “โล้นทองคำ” โรนัลโด้ R9 ในปี 2006 นี้ ทีมชาติเยอรมนี ในฐานะเจ้าภาพ ต่างตั้งความหวังที่จะทวงบัลลังค์ของตัวเองในถิ่นของบ้านเกิด โดยประเดิมสนามนัดแรก พบกับ ทีมชาติคอสตาริกา ซึ่งเป็น ทีมอินทรีเหล็ก เอาชนะไปได้ 4 ประตูต่อ 2

เยอรมัน ชนะ คอสตาริกา 4-2

ความทรงจำจากแมตช์นี้คงหนีไม่พ้นประตูเปิดสนามสุดสวยที่ตัดจากกราบซ้ายเข้าใน แล้วปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมของ ฟิลิป ลาห์ม ฟูลแบคระดับตำนานของ ทัพอินทรีเหล็ก และสโมสร เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งถือว่าทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2006 เป็นรายการแจ้งเกิดของเจ้าตัวตัวเลยก็ว่าได้

แต่อย่างไรดี ทีมชาติเยอรมนี ไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันได้ โดยตกรอบรองชนะเลิศให้กับ ทีมชาติอิตาลี ซึ่งก็เป็นทีมที่ได้ครองแชมป์โลกในบั้นปลาย

ฟุตบอลโลก ปี 2010 ที่ ประเทศแอฟริกาใต้

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ ฟุตบอลโลก ที่ได้จัดขึ้น ณ ทวีปแอฟริกา เลยก็ว่าได้ สิ่งที่ประทับใจไม่มีลืมคงเป็นการได้ยินเสียงของอุปกรณ์เชียร์ของเจ้าภาพ อย่าง วูวูเซลา ที่ดังกระหึ่มสนาม (แม้ว่าจะหนวกหูหน่อย ๆ แต่นับว่าเป็นความทรงจำที่ดีเลยทีเดียว) ในนัดแรกนั้นเป็นการพบกันระหว่าง เจ้าภาพ ทีมชาติแอฟริกาใต้ พบกับ ขาประจำ ฟุตบอลโลก อย่าง ทีมจังโก้ เม็กซิโก

แอฟริกาใต้ เสมอ เม็กซิโก 1-1

ทีมเจ้าภาพ แอฟริกาใต้ ออกนำไปก่อนจากลูกยิงสุดสวยของ ซิฟิเว่ ชาบาลาล่า พร้อมท่าดีใจที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของ ฟุตบอลโลก ในครั้งนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งเกมทำท่าว่าจะจบด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยลูกยิงท้ายเกมของ ราฟาเอล มาเกซ กองหลังตัวเก๋าของทีม จบเกมไปด้วยสกอร์ 1-1

การเดินทางของ ทีมชาติแอฟริกาใต้ นั้น จบลงได้เพียงรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น โดยมี ทีมจอมโหด อุรุกวัย รั้งจ่าฝูงโดยมี 7 คะแนน แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคงเป็นการเอาชนะอดีตแชมป์โลก ปี 1998 อย่าง ทีมตราไก่ ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 2-1 ทำให้ ทีมชาติฝรั่งเศส ไม่สามารถชนะใครได้เลยในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายครั้งนี้

ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ ประเทศบราซิล

การได้เป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลก ในปี 2014 ของ ประเทศบราซิล นั้นทำให้ ทัพเซเลเซา นั้นต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งชาติเอาไว้ ว่าต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ และความกดดันนั้นก็จะตกไปอยู่ที่ใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก เนย์มาร์ ซุปเปอร์สตาร์ของทีม ซึ่งในการประเดิมสนามนัดแรกนั้นต้องพบกับของแข็งอย่าง ทีมตราหมากรุก โครเอเชีย

เริ่มเกมมา ทีมตราหมากรุก ได้ขึ้นนำไปก่อนจากการทำเข้าประตูตัวเองของ มาร์เซโล ก่อนที่เดอะแบก เนย์มาร์ จะทำ 2  ประตู พา ทีมชาติบราซิล ขึ้นนำ และปิดท้ายด้วยลูกยิงด้วยข้างเท้าด้านนอกเสียบมุมไปอย่างสุดสวยของ ออสการ์ จบเกมไปด้วยชัยชนะของ ทัพเซเลเซา 3 ประตู ต่อ 1

บราซิล ชนะ โครเอเชีย 3-1

อย่างไรก็ตาม ฝันเทพนิยายการเป็นแชมป์ในบ้านของตัวเองเริ่มมีหมอกร้ายเข้าครอบคลุม จากอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังของ เนย์มาร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับ ทีมชาติโคลัมเบีย จากการเข้าปะทะของ คามิโล ซูนิก้า ทำให้ เนย์มา นั้นหมดสิทธิ์ช่วยทีมในรอบรองชนะเลิศที่พบกับ ทีมชาติเยอรมนี ซึ่งในแมตช์ดังกล่าวนั้น ทัพอินทรีเหล็ก สามารถล้างแค้นนัดชิงชนะเลิศ เมื่อ ฟุตบอลโลก ปี 2002 โดยเป็น ทัพอินทรีเหล็ก เยอรมนี ถล่มคาบ้านแบบช็อคคนทั้งโลกไปด้วยสกอร์ 7 ประตูต่อ 1 ก่อนที่จะเข้าป้ายคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ได้ในนัดชิงชนะเลิศที่พบกับ ทีมชาติ อาร์เจนตินา ในเวลาต่อมา

ฟุตบอลโลก ปี 2018 ที่ ประเทศรัสเซีย

ก่อนการเป็นเจ้าภาพในศึก ฟุตบอลโลก ในครั้งนี้ ประเทศรัสเซีย ประสบปัญหาการประท้วงจากนานาประเทศสมาชิกใน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ในเรื่องการเหยียดผิวและเชื้อชาติใน วงการฟุตบอลรัสเซีย การเหยียดเพศในสังคม และสถานการณ์ความไม่สงบในยูเครน อย่างไรก็ตาม เซป แบลดเตอร์ ประธานของ FIFA ได้ออกมาเปิดเผยว่า “ในเมื่อมีการโหวตให้ผ่านแล้ว การเป็นเจ้าภาพ ก็ต้องดำเนินต่อไป” ซึ่งหลายคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการคอรัปชั่น ของ FIFA และสืบเนื่องมายังการเป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลก ใน ปี 2022 ที่ ประเทศกาต้า ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

ท่ามการเสียงวิจารณ์อย่างหนาหู ทีมชาติ รัสเซีย กลับโชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการเอาชนะ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ไปด้วยสกอร์ 5 ประตูต่อ 0 โดยได้สองประตูสุดสวยจากตัวสำรองอย่าง เดนิส เชอรีเชฟ

ทีมชาติรัสเซีย ทำผลงานได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียว ด้วยการผ่านรอบแบ่งกลุ่มเป็นอันดับที่สอง และพลิกล็อคเอาชนะ ทัพกระทิงดุ ทีมชาติสเปน อีกหนึ่งทีมเต็ง ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยการดวลลูกโทษ และจบเส้นทาง ฟุตบอลโลก 2018 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่พบกับ ทีมตราหมากรุก โครเอเชีย ด้วยการดวลลูกโทษ ซึ่ง ทีมตราหมากรุก สามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ในการแข่งขันครั้งนั้น ก่อนที่จะพ่าย ทัพตราไก่ ทีมชาติฝรั่งเศส ไปด้วย สกอร์ 4 ประตูต่อ 2

การแข่งขันนัดประเดิมสนามที่ผ่านมา 4 ครั้งหลังสุดนั้น เห็นได้ว่าชาติเจ้าภาพยังไม่เคยปราชัยเลย แต่สถิตินี้จะถูกทำลายได้หรือไม่ ต้องมารอชมพร้อมกันในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ โดยเจ้าภาพ ประเทศกาต้า จะเป็นผู้เปิดสนามพบกับ ทีมชาติเอกวาดอร์ แต่ก่อนอื่นพวกเราชาวไทยนั้นคงต้องมาลุ้นกันก่อนว่าจะได้รับชมกันอย่างทั่วถึงหรือไม่ ขอให้ได้ดูเถอะ สาธุ

Team Social

Team Social

แชร์เนื้อหา