เหตุใดวงการฟุตบอลจึงไม่มีการเทรดนักเตะ | TunGame

เพื่อพยุงการเงินสโมสร

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารวงการฟุตบอลมาตลอด จะพบว่าการซื้อขายนักเตะแต่ละคนจะใช้เงินเป็นการแลกเปลี่ยนเสมอ แตกต่างจากวงการอเมริกันเกมส์ เช่น บาสเก็ตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL ที่มักจะมีการแลกเปลี่ยนผู้เล่นต่อผู้เล่นกันอยู่ตลอด ทั้งๆที่การแลกเปลี่ยนนักเตะนั้นก็สามารถทำได้ง่ายไม่ต่างกัน แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย เราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้

กฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์

ก่อนที่จะตอบคำถามที่ว่าได้ เราต้องมาทำความเข้าใจกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์กันก่อน คำจำกัดความของกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์อย่างเข้าใจง่ายก็คือกฎการใช้เงินให้ไม่เกินรายรับของสโมสรในแต่ละปี ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อลดความเลื่อมล้ำของทีมฟุตบอลที่มีฐานะทางการเงินแตกต่างกัน หรือก็คือสโมสรต้องมีเงินรายรับเข้าสู่สโมสรในทุกๆช่องทางให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายของทีม ไม่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์ ค่าลิขสิทธิถ่ายทอดสด ค่าตั๋วเข้าชมเกมในสนาม รวมถึงของที่ระลึกต่างๆที่เป็นของสโมสรโดยตรง และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือรายได้จากการขายนักเตะ

การนับเงินจากการซื้อขายนักเตะ

ค่อนข้างตรงไปตรงมาทีเดียวสำหรับรายรับจากการขายนักเตะ นั่นคือเมื่อขายนักเตะได้ราคาเท่าไร ก็จะนำเงินจำนวนนั้นเข้าสู่บัญชีรายรับของสโมสรทันที หลายๆสโมสรจึงต้องขายนักเตะออกไปในทุกๆปีถึงแม้จะเป็นนักเตะตัวหลักก็ตามถ้าได้ราคาที่สมเหตุสมผล เพราะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการทำให้บัญชีของสโมสรอยู่ในกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์

แต่ในส่วนของการซื้อนักเตะกลับไม่ใช่แบบนั้น โดยรายจ่ายที่เข้าสู่บัญชีของสโมสรนั้นไม่ได้นับที่ค่าตัวของนักเตะที่ซื้อมาทั้งหมด แต่ใช้การหารด้วยจำนวนปีของสัญญาที่เซ็นกับนักเตะคนนั้น เช่น กาเบรียล เชซุส ที่ย้ายมาอาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์และเซ็นสัญญา 5 ปี ก็จะเท่ากับว่าอาร์เซน่อลมีรายจ่ายแค่ 9 ล้านปอนด์ในบัญชีปีนี้เท่านั้นสำหรับดีลนี้

เหตุผลที่ไม่มีการแลกเปลี่ยนนักเตะกันโดยตรง

ด้วยการนับเงินที่ต่างกันของการซื้อขายนักเตะของกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เท่ากับว่าสโมสรสามารถซื้อนักเตะได้ด้วยเงินที่มากมาย แต่กลับต้องขายเพียงเล็กน้อยเพื่อพยุงบัญชีของสโมสรไว้ในแต่ละปี แต่การจะทำแบบนั้นได้นั่นหมายความว่าสโมสรย่อมต้องขายนักเตะให้ได้ราคาที่เหมาะสมในทุกๆปีเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละสโมสรคิดหนักที่สุดก็คือการได้นักเตะคนใหม่มาแทนที่นักเตะต้องการขายโดยตรง เท่ากับว่าสโมสรจะไม่ได้รับเงินรายรับเข้าสู่บัญชี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆสโมสรต้องการ ดังนั้นเราจะเห็นว่าการซื้อขายแต่ละครั้งถึงแม้จะเป็นการสลับนักเตะกัน แต่ก็จะเป็นการแยกดีลให้เป็น 2 ดีลอย่างชัดเจน เช่น อาร์ตูร์ เมโล่ที่ย้ายไปยูเวนตุสด้วยค่าตัว 82 ล้านยูโรรวมโบนัส กับมิราเล็ม เปียนิชที่ย้ายไปบาร์เซโลน่าด้วยค่าตัว 65 ล้านยูโรรวมโบนัส

ดีลของอาร์ตูร์กับเปียนิชนั้นดูเผินๆก็คือการแลกตัวนักเตะกันเนื่องจากเป็นการย้ายทีมสลับขั้วในวันเดียวกัน แต่ที่สังเกตได้ชัดคือค่าตัวของนักเตะทั้งสองคนนั้นดูจะสูงเกินความเป็นจริงไปมาก ซึ่งก็เป็นไปตามความต้องการของทั้งยูเวนตุสและบาร์เซโลน่าที่ขณะนั้นต้องการรายรับจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงบัญชีให้ผ่านกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ไปให้ได้

ตราบใดที่สโมสรยังต้องการรายได้จากการขายนักเตะอยู่ การแลกเปลี่ยนผู้เล่นกันโดยตรงเหมือนเหล่ากีฬาอเมริกันเกมส์คงเกิดขึ้นได้ยาก ถึงแม้แฟนกีฬาหลายคนอาจจะชอบที่เห็นการแลกเปลี่ยนผู้เล่นโดยตรงเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับทีมฟุตบอลแล้วการได้เงินเข้ามาโดยตรงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่รอดของสโมสรมากกว่า



กูโจเค

กูโจเค

หมาป่าเดียวดายผู้มีสายเลือดฟุตบอลอยู่ในตัว

แชร์เนื้อหา