น่าเป็นห่วง … เคสจับกุมแฟนบอลใน อังกฤษ และ เวลส์ สูงสุดในรอบ 8 ปี | TunGame

เมื่อปลายสัปดาห์ทีผ่านมา Home Office Department หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆคือกระทรวงหมาดไทยของสหราชอาณาจักรได้เผยแพร่เกี่ยวกับสถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลของ อังกฤษ และ เวลส์ ฤดูกาลที่ผ่านมา (ฤดูกาล 2021/2022) ซึ่งตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างน่ากังวลใจพอสมควรเหมือนกับที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างในเกมส์ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน คริสตัล พาเลซ และ เกมส์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิติ้ – แอสตัน วิลล่า ที่มีแฟนบอลวิ่งเข้ามาในสนาม, สร้างความวุ่นวายรวมถึงทำร้ายร่างกายนักฟุตบอล ดังนั้น ทันเกม จะพาไปดูสถิติต่างๆที่ทางการของสหราชอาณาจักรเก็บมารวมถึงเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ใครพร้อมแล้ว ไปติดตามอ่านกันได้เลย

สถิติน่าเป็นห่วง

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้าว่าฤดูกาลที่ผ่านมามีเคสการจับกุมแฟนบอลทั้งหมด 2,198 เคส สูงสุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013/2014 และเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับฤดูกาล 2018/2019 ที่เป็นฤดูกาลปกติฤดูกาลสุดท้ายก่อนโควิดระบาด ส่วนสโมสรที่แฟนบอลถูกจับกุมมากที่สุดคือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (95 เคส), แมนเชสเตอร์ ซิติ้ (76 เคส), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (72 เคส), เลสเตอร์ ซิติ้ (59 เคส) และ เอฟเวอร์ตัน (58 เคส)

ยิ่งไปกว่านั้น 1,069 แมทช์ จากแมทช์ทั้งหมด 3,019 แมทช์ ในฤดูกาลที่แล้วถูกรายงานว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในสนามซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่ง (53%) เลยทีเดียว สำหรับเคสที่ได้รับรายงานสูงสุดคือจุดประทัดในสนาม รองลงมาคือโยนประทัดลงมาในสนาม และท้ายที่สุดคือสร้างความวุ่นวายในสนามอย่างเช่นวิ่งเข้ามาในสนามซึ่งเหตุการณ์ที่ว่าถูกรีพอร์ทเพิ่มขึ้น 144% เมื่อเทียบกับฤดูกาล 2018/2019

ปัญหาฮูลิแกนจะกลับมาอีกครั้ง ?

มาร์ค โรเบิร์ต ตำรวจผู้เป็นหัวหน้าหน่วยที่ดูแลเรื่องราวเกี่ยวกับคดีฟุตบอลแสดงความกังวลว่าถ้าไม่มีมาตราการที่ออกมากำกับแบบจริงจังเราอาจจะได้เห็นปัญหานี้ต่อเนื่องไปอีก 20 ปี หลังมีรายงานออกมาว่ามากกว่า 70% ของแฟนบอลที่ถูกจับกุมเป็นแฟนบอลในช่วงอายุ 18-30 ปีเท่านั้น โดยปัญหาแฟนบอลหรือที่เรียกว่า “ฮูลิแกน” เคยเกิดขึ้นหนักๆในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งหนักจนถึงกระทั่งที่ว่านายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งในสมัยนั้นอย่าง มากาเร็ต แทตเชอร์ ต้องตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อมาจัดการกับปัญหานี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ มาร์ค โรเบิร์ต ยังกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นนั้นเกิดจากแอลกอฮอล์รวมถึงอัตราการเล่นสารเสพย์ติดอย่างเช่น โคเคน มีสูงขึ้น อีกทั้งตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเกมส์การแข่งก็ลดลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญซึ่งในประเด็นหลัง จอร์จ เพียร์สัน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้ให้ความเห็นว่า บุคลากรในอุตสาหกรรมความปลอดภัยลดลงอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 และถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้นพวกเขาก็ไม่มีความต้องการกลับมาทำงานดังกล่าว

นักฟุตบอลยังกลัว

ไม่ใช่แค่ตำรวจหรือนักวิชาการที่ออกมาแสดงความกังวลถึงประเด็นเรื่องแฟนบอลแต่นักฟุตบอลเองก็ยังกังวลถึงปัญหาแฟนบอลเกเรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในฤดูกาลที่ผ่านมา

ซึ่งคนแรกที่ออกมาพูดถึงปัญหาดังกล่าวคือ เอริก ดายเออร์ ปราการหลังตัวหลักของ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ โดยดาวเตะวัย 28 ปี กล่าวว่า “สำหรับผม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมมีเพื่อนและครอบครัวไปนั่งตรงอัฒจรรย์ทีมเยือนในเกมส์ที่เจอกับ เชลซี และพวกเขาได้รับความเดือดร้อน ผมไม่ได้กล่าวโทษเฉพาะเจาะจงไปที่แฟนบอล ท็อตแนมฯ หรือ เชลซี นะ แต่ผมกำลังพูดถึงแฟนบอลโดยรวม”

ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมของสโมสร ลิเวอร์พูล ก็เป็นอีก 1 แข้ง ที่ออกมาแสดงความไม่สบายใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวโดยเขากล่าวว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวและเพื่อนของผมหลายคนเจอประสบการณ์ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรในสนามฟุตบอลซึ่งทำให้พวกเขามีความคิดที่จะไม่เข้าไปชมเกมส์การแข่งขันอีก” นอกจากนี้กองกลางทีมชาติอังกฤษยังกล่าวเสริมว่า “เมื่อคุณเห็นภาพที่เกิดขึ้นในศึก ยูโร นัดชิงชนะเลิศในช่วงซัมเมอร์ที่แล้วรวมถึงนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา แฟนบอลหลายๆคนคงไม่อยากพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกอย่างแน่นอน”

ซาไก

ซาไก

คนป่าหัดเข้าเมืองที่รักและหลงไหลในกีฬาลูกหนังมาตั้งแต่วัยละอ่อน

แชร์เนื้อหา