เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับความหวังใหม่เต็งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก | TunGame

แม้จะเข้ารอบลึกได้จากแผนการเล่นแบบฟอลส์ไนน์ (ไร้กองหน้าตัวจบสกอร์) และการสร้างโอกาสได้อย่างมากมาย แต่ความเด็ดขาดหน้าประตูคือเหตุผลหลักที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับเขาซักที แต่สถานการณ์จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เมื่อความหวังใหม่ที่เป็นดั่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในแผนภาพ ‘แชมป์ยุโรป’ ของ ‘เรือใบสีฟ้า’ กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปัจจุบันแม้จะมีชื่ออยู่ในระดับ ‘บิ๊ก 6’ ของ พรีเมียร์ ลีก แต่ในแง่ของบารมีของทีมกลับยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรเทียบกับ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ที่ทุกคนต่างเห็นพ้องว่าพวกเขาเป็น ‘ทีมใหญ่’ ตัวจริง แล้วอะไรคือข้อแตกต่างระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับทีมเหล่านี้? คำตอบนี้มองเห็นได้ไม่ยาก นั่นก็คือการคว้าแชมป์ยุโรปมาครอง ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ ไม่เคยได้สัมผัสแม้จะเป็นในระดับ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ก็ตาม

แม้จะถูกสื่อยกว่าเป็นเต็งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกปี แต่สุดท้ายความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทัวร์นาเมนท์ ก็ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงถูกดูแคลนว่าสุดท้ายก็เป็นทีมที่มีดีแค่เงินและมีดีแค่ตบเด็กในลีก หรือพอได้แชมป์ก็ยังคงถูกมองว่าใช้เงินซื้อแชมป์อยู่วันยังค่ำ แต่สโมสรก็ไม่ได้ทำให้เหล่าแฟนๆ ซิติเซ่นส์ ทั้งหลายต้องทำใจนาน เมื่อล่าสุดพวกเขาประกาศดีลที่เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่อาจจะทำให้ความสำเร็จในเวทียุโรปใกล้เคียงมากขึ้น นั่นก็คือ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ กองหน้าดาวรุ่งจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ ความหวังใหม่ของเต็งแชมป์ UCL

ดาวรุ่งวัย 21 ราคา 51 ล้านปอนด์ ที่ทุกคนมองว่าถูกเหมือนได้ฟรี

แม้จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2020/21 ได้ แต่หลายฝ่ายก็ยังมองว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงมีปัญหากับการจบสกอร์และควรหากองหน้าเบอร์ 9 จริงๆ ได้แล้ว จนมีข่าวกับกองหน้าหลายๆ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่ก็ยังไม่สามารถคว้าตัวได้เพราะทาง ‘สเปอร์ส’ เรียกค่าตัวสูงถึง 150 ล้านปอนด์ และตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ที่ ณ ขณะนั้นค่าฉีกสัญญายังไม่ทำงานและหากทีมใดก็ตามที่ต้องการตัวไปร่วมทีมทันทีในตลาดนั้นอาจต้องจ่ายให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สูงถึง 160 ล้านปอนด์

แต่นั่นคือเรื่องของซัมเมอร์ที่แล้ว ปัจจุบัน เมื่อฤดูกาล 2021/22 กำลังจะจบลง ค่าฉีกสัญญาของ ฮาแลนด์ ก็ทำงาน หลายทีมต่างก็มอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กองหน้าวัย 21 ได้พิจารณา และสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็กลายเป็นคำตอบของเขาในที่สุด

จากการรายงาน แมนฯ ซิตี้ จ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ ดอร์ทมุนด์ฯ เพียง 60 ล้านยูโร หรือ 51 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งหากรวมค่านายหน้าและโบนัสอื่นๆ สื่อต่างๆ คาดกันว่าดีลนี้จะจบที่ 85 ล้านปอนด์เพียงเท่านั้น ถูกกว่าเมื่อตลาดที่แล้วถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว พร้อมค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์/สัปดาห์ เทียบเท่านักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของทีมอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ 

ฮาแลนด์ ฝากผลงานการทำประตูไป 85 ลูกกับอีก 23 แอสซิสต์จากการลงสนาม 88 เกมกับ ดอร์ทมุนด์ฯ นอกเหนือจากนี้เขายังผ่านการซัดไป 15 ประตูจากการลงสนามให้กับทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ไปเพียง 17 นัด ผลงานขนาดนี้ ราคาเท่านี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดไปในทางเดียวกันว่า ‘ถูกเหมือนได้ฟรี’

ทีมที่สร้างโอกาสได้เยอะ + นักเตะที่ใช้โอกาสไม่เปลือง = ?

ผลงานของ ฮาแลนด์ เมื่ออยู่กับ ‘เสือเหลือง’ ดอร์ทมุนด์ฯ ต้องบอกว่ามีส่วนร่วมกับประตูมากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนามเสียอีก แต่การแข่งขันกำลังจะเปลี่ยนไป เขากำลังจะมาเล่นในลีกที่ได้ชื่อว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังจะมาอยู่กับทีมที่สามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ดีที่สุดในโลกทีมหนึ่งเช่นกัน

จากการเก็บรวบรวมสถิติของเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Whoscored แสดงให้เห็นว่า ในฤดูกาลนี้ (2021/22) ฮาแลนด์ ลงสนามในเกม บุนเดสลีก้า ทั้งหมด 20 เกม + ลงในฐานะตัวสำรองอีก 3 เกม รวม 1,825 นาที แต่เขาสามารถทำผลงานได้สูงถึง 20 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ โดยมีโอกาสยิงเฉลี่ย 3.3 ครั้งและการจ่ายสำคัญ (Key Pass) เฉลี่ย 1 ครั้งต่อเกม หากวิเคราะห์จากสถิตินี้จะสามารถเห็นได้ว่า แม้จะมีโอกาสยิงเฉลี่ยเพียง 3 ครั้งต่อเกมแต่เขาสามารถเปลี่ยนให้ 1 ใน 3 ครั้งนั้นกลายเป็นประตูได้ เช่นเดียวกับการจ่ายบอลของเขา ทุกๆ 3 คีย์พาสของสามารถส่งให้เพื่อนทำเกมจนจบสกอร์ได้ในที่สุด

มาดูในด้านของทีมในอนาคตของเขากันบ้าง แม้ว่าทุกคนจะมองเห็นภาพเดียวกันทั้งหมดคือแนวรุกของ แมนฯ ซิตี้ เป็นเหล่านักเตะที่ไม่คมและไม่เด็ดขาดในการจบสกอร์เอาเสียเลย ดูไปพลางมีสบถกันไปพลาง โดยเฉพาะในกรณีของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่ยิงนกตกปลาเป็นว่าเล่นแม้หลายครั้งจะอยู่ในสถานการณ์ ‘ยิงเข้าง่ายกว่าออก’ ก็ยังออกอยู่ดีก็ตาม แต่เขาก็ยังสามารถทำประตูได้ถึง 13 ประตูจาก 23 เกมในลีก โดยมีค่าเฉลี่ยโอกาสยิงอยู่ที่ 2 ครั้งต่อเกม นั่นหมายความว่าทุกๆ โอกาส 4 ครั้งเขาสามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้แค่ครั้งเดียว (หรือต้องเล่น 2 เกมเต็มถึงจะได้ 1 ประตู) แต่ที่เขาสามารถยิงได้เยอะขนาดนี้ ความสามารถคือส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือมีนักเตะที่สามารถสร้างโอกาสให้เขาได้อย่างนับไม่ถ้วน

1 ในคีย์แมนคนสำคัญที่สร้างโอกาสให้ทีมจนสามารถทำประตูได้ถึง 94 ประตูในลีกฤดูกาลนี้คงหนีไม่พ้น เควิน เดอบรอยน์ นักเตะระดับเอสของทีมที่สามารถสร้างโอกาสให้เพื่อนได้มากถึง 78 ครั้งในฤดูกาลนี้ หรือเฉลี่ย 2.8 ครั้งต่อเกม และหากแยกเฉพาะโอกาสที่น่าเป็นประตูสุดๆ (big chance created) ก็มีถึง 15 ครั้งเลยทีเดียวจนถึงตอนนี้ แต่กลับมีผลงานแอสซิสต์เพียง 7 ลูกเท่านั้น เจา คันเซโล่ ที่มีจำนวนแอสซิสต์เท่ากันที่ 7 ลูกก็เกิดจากการสร้างโอกาสที่มากถึง 36 ครั้ง หรือจะเป็น แบร์นาโด้ ซิลวา ที่สามารถสร้างโอกาสได้ถึง 56 ครั้งในฤดูกาลนี้แต่ก็มีเพียง 4 แอสซิสต์เป็นผลงานเท่านั้น ซึ่งรวมแค่ 3 คนนี้สามารถสร้างโอกาสรวมกันได้ถึง 170 ครั้ง (ข้อมูลจาก Squawka) แต่ก็เปลี่ยนเป็นประตูกันได้แค่ 18 ประตูเท่านั้น

เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ คำตอบของเต็งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก?

นับสถิติระดับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างโอกาสยิงได้เฉลี่ย 18.3 ครั้งต่อเกมในลีก ทำได้ 94 ประตูจาก 36 เกม ซึ่งหมายความว่าพวกเขามี conversion rate (เปลี่ยนโอกาสยิงเป็นประตู) เพียง 14% เท่านั้น ซึ่งแม้เปอร์เซ็นต์จะเพียงพอในลีก แต่เห็นได้ชัดว่าในเวทีระดับยุโรป ตัวเลขมันยังไม่มากพอจะเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นแชมป์ได้ และพวกเขาก็พยายามจะแก้ไขข้อบกพร่องนี้ให้เร็วที่สุด กับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย (?) เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ 

มาดูกันว่าดีลนี้จะกลายเป็นอีก 1 ดีลราคาแพงเสียเปล่าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือจะกลายเป็นดีลที่เหมาะสมกับการขนานนามแบบติดตลกว่า ‘ตัวเดียว เสียวทั้งลีก’ มาหาคำตอบกันได้ในฤดูกาลหน้า

มาส่องดูกันว่าฤดูกาลนี้มีเพื่อนร่วมลีก บุนเดสลีก้า พูดถึง เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ อย่างไรบ้าง

tungame

tungame

Tungame.co เว็บไซต์รวบรวมข่าวสารและบทวิเคราะห์แบบเจาะลึกของวงการฟุตบอล ข่าวดัง ข่าวเด่น พร้อมข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

แชร์เนื้อหา