รากฐานที่สำคัญของเชลซี Loan Army Part 1 | TunGame

รากฐานที่สำคัญของเชลซี Loan Army Part 1

แฟนบอลส่วนใหญ่คงพอทราบกันอยู่แล้วว่าเชลซีเป็นทีมที่มีนักเตะอยู่ในสัญญามากที่สุดทีมหนึ่งของโลก ทำให้ไม่สามารถส่งนักเตะทุกคนลงเล่นทีมชุดใหญ่ได้ นักเตะที่ไม่ดีพอจะติดทีมชุดใหญ่เหล่านั้นจึงถูกส่งไปยืมตัวกับหลายสโมสรทั่วโลก ซึ่งสโมสรเองได้เรียกกลุ่มนักเตะเหล่านี้ว่า “Loan Army”

แต่เรื่องราวความเป็นมาของกองทัพนักเตะเหล่านี้เป็นมาอย่างไร รวมถึงนักเตะรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านระบบนี้ของทีม ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด และทำไมนี่จึงเป็นระบบที่ทำให้เชลซีเป็นสโมสรที่สามารถซื้อขายผู้เล่นได้มากมายโดยผ่านกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์อยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็นรากฐานที่ทำให้สโมสรนี้คงอยู่เลยก็ว่าได้ เราจะมาหาคำตอบกันผ่านซีรีส์เรื่องนี้

การก่อตั้ง Loan Army

ตั้งแต่โรมัน อบราโมวิชเข้ามาเทคโอเวอร์เชลซีเมื่อปี 2003 ทีมสิงโตน้ำเงินครามได้ใช้เงินซื้อผู้เล่นระดับโลกมากมายเข้าสู่ทีม นั่นทำให้ตัวเลขในบัญชีสโมสรติดลบอยู่ตลอด จนกระทั่งปี 2009 ยูฟ่าได้กำหนดกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ขึ้นเพื่อกำหนดเพดานการใช้เงินของสโมสรในยุโรป เชลซีจึงโดนผลกระทบเข้าเต็มๆ นั่นทำให้เชลซีใช้ระบบการยืมตัวนักเตะเพื่อหาเงินเข้าสโมสร และการเข้ามาดำรงตำแหน่ง Technical Director ของไมเคิล เอเมลาโน่ ในปี 2011 ก็ทำให้ระบบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โดยสิ่งที่เอเมลาโน่ทำก็คือการซื้อผู้เล่นเข้ามาเพียงเพื่อการปล่อยยืมตัวโดยเฉพาะ โดยที่หวังให้นักเตะเหล่านั้นเล่นได้ดีกับทีมที่ปล่อยยืมไปอยู่ด้วย และขายผู้เล่นเหล่านั้นในราคาที่สูงกว่าเดิม เพื่อทำกำไรให้สโมสร และนำเงินเหล่านั้นไปซื้อนักเตะระดับโลกเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ ระบบนี้ดึงดูดนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีได้มากมาย เพราะเชลซีจะสรรหาสโมสรที่เชื่อว่าจะให้โอกาสดาวรุ่งเหล่านี้ลงสนามและพัฒนาฝีเท้าได้ดี จนสามารถขายต่อได้ราคา เช่น ธอร์แกน อาซาร์ (ซื้อมา 5 แสนยูโร ก่อนขายให้โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 8 ล้านยูโร), มาริโอ ปาซาลิช (ซื้อมา 3 ล้าน ยูโร ก่อนขายให้อตาลันต้า 15 ล้านยูโร)

แต่ก็มีบางครั้งที่นักเตะไม่สามารถปรับตัวและโชว์ฟอร์มได้อย่างที่คาดหวัง และถูกปล่อยตัวไปในราคาถูกหรือปล่อยให้หมดสัญญา อย่างในกรณีของลูคัส เปียซอนและมาร์โก ฟาน กิงเคิล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการซื้อผู้เล่นที่อายุน้อยและไม่มีชื่อเสียง การคาดเดาพรสวรรค์ที่จะตามมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร และต้องอาศัยหลากหลายปัจจัยที่จะทำให้นักเตะเหล่านั้นเติบโตได้อย่างที่สโมสรต้องการ

ทำให้ในเวลาต่อมาทีมสิงโตน้ำเงินครามค่อยๆลดการซื้อผู้เล่นดาวรุ่งเพื่อมาปล่อยยืมโดยเฉพาะลง แต่ก็ยังคงปล่อยยืมนักเตะในปริมาณมากเท่าเดิม แต่เน้นไปที่ผลผลิตจากสโมสรเอง ซึ่งแฟนบอลพันธุ์แท้ของเชลซีเรียกว่า ผลผลิตแห่งคอปแฮม และกลับกลายเป็นนักเตะเหล่านี้ต่างหากที่กลับกลายเป็นกำลังสำคัญของ Loan Army อย่างแท้จริง

ยุคแห่งคอปแฮม

การเข้ามาดำรงตำแหน่ง Director of Football ของมารีน่า กรานอฟสกาย่าในปี 2014 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Loan Army เธอได้เล็งเห็นว่าระบบอคาเดมีของสโมสรสามารถผลิตนักเตะฝีเท้าดีได้มากมาย เห็นชัดได้จากที่ทีมเยาวชนสโมสรสามารถคว้าโทรฟี่มาครองได้อย่างต่อเนื่อง รวมกับการที่นักเตะในทีมชุดใหญ่นั้นขาดแคลนนักเตะในโควตาโฮมโกรนมาตลอด เรียกได้ว่านักเตะที่เคยอยู่ในอคาเดมีสโมสรและได้เล่นทีมชุดใหญ่มีเพียงแค่ จอห์น เทอร์รี่ เท่านั้น

นั่นทำให้เจ๊มารีน่าทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ด้วยการเน้นปล่อยยืมผู้เล่นอคาเดมีแทนการซื้อมาแล้วปล่อยยืม เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้หวังเอากำไรเพียงอย่างเดียว แต่หวังให้นักเตะเหล่านั้นได้กลับสู่ทีมชุดใหญ่ เป็นกำลังสำคัญต่อไปในอนาคต รวมถึงเน้นการซื้อนักเตะต่ำกว่า 15 ปี เพื่อเข้ามาปั้นในอคาเดมีตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะเชื่อมั่นในระบบปั้นเยาวชนของทีมและทำให้นักเตะเหล่านั้นได้โควตาโฮมโกรนของสโมสรด้วย เพราะจะอยู่ในระบบเยาวชนของสโมสร 3 ปีก่อนอายุ 18 ปี แล้วจึงปล่อยยืมตัวต่อไป

แน่นอนว่านักเตะที่ซื้อมาในระบบ Loan army ก็ยังคงอยู่ และก็ยังมีบางส่วนที่สามารถทำกำไรให้สโมสรได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นไปดั่งที่สโมสรต้องการมากนัก จนสุดท้ายเอเมลาโน่ก็ต้องแยกทางกับเชลซีในปี 2017 จากผลงานที่ไม่เข้าเป้า และทำให้มารีน่า กรานอฟสกาย่าเข้าคุม Loan army อย่างเต็มตัว

โปรดติดตามตอนต่อไป

Team Social

Team Social

แชร์เนื้อหา