แชมป์พรีเมียร์ลีก 2016/17 ที่คู่ควรของเชลซีและอันโตนิโอ คอนเต้  | TunGame

เชลซียุคคอนเต้

ในฤดูกาล 2015/16 ถือเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุดของเชลซีในยุคของโรมัน อบราโมวิช เมื่อเชลซีจบเพียงแค่อันดับ 10 ในพรีเมียร์ลีก และไม่ได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยแม้แต่รายการเดียว ทำให้เสี่ยหมีต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ตั้งแต่ปลายฤดูกาลเพื่อหวังให้ผู้จัดการทีมคนใหม่ได้มีเวลาในการกอบกู้ทีมขึ้นมา ซึ่งหวยก็ไปออกที่อันโตนิโอ คอนเต้ที่กำลังจะหมดสัญญากับทีมชาติอิตาลีพอดี และสิ่งที่คอนเต้ทำได้ในฤดูกาลแรกของเขากับเชลซีนั้นก็อยู่เหนือความคาดหมายของหลายๆคน เมื่อเขาสามารถพาเชลซีกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันที บทความนี้เราจะพาไปพบกับเรื่องราวของเชลซียุคคอนเต้ในฤดูกาล 2016/17 กัน

การออกสตาร์ทที่ยังไม่เข้าที่

อันโตนิโอ คอนเต้เป็นผู้จัดการทีมที่ชอบใช้แผนการเล่น 3-5-2 เป็นอย่างมาก เมื่อตอนสมัยคุมยูเวนตุสเจ้าตัวใช้งานจอร์โจ้ คิเอลลินี่, อันเดรีย บาร์ซาญี่และลีโอนาร์โด้ โบนุชชี่เป็น 3 เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักจนพาทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา นอกจากนั้นตอนคุมทีมชาติอิตาลีก็ยังหนีบเซ็นเตอร์แบ็กทั้ง 3 คนเป็นตัวหลักในทีมชาติอีก เพราะทั้ง 3 คนเข้าใจแผนการเล่นระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กเป็นอย่างดี

แต่ที่เชลซีไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่เฉพาะกองหลังเชลซีที่ไม่คุ้นชินกับแผนนี้ แต่เรียกได้ว่านักเตะทั้งทีมนั้น แทบไม่เคยเล่นระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กเลย เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมกี่คนต่อกี่คน เชลซีก็จะเล่นด้วยแผงแบ็กโฟร์เสมอ ทำให้คอนเต้เองก็ไม่กล้าที่จะเอาระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กมาใช้กับเชลซีเช่นกัน

ทำให้แผนการเล่นในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลก็ยังคงยึดระบบ 4-3-3 ที่นักเตะคุ้นเคยอยู่ และผลงานของทีมก็ยังไม่ค่อยเข้าตานัก ถึงแม้จะสามารถเก็บชัยชนะได้ใน 3 นัดแรก แต่รูปแบบการเล่นก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ทำให้ในนัดต่อๆมาทำได้แค่เสมอสวอนซี 2-2 และแพ้คาบ้านต่อลิเวอร์พูล 1-2 ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คอนเต้จะกลับไปใช้ระบบ 3-5-2 ที่เจ้าตัวถนัดและใช้ได้ผลมาแล้ว

จุดเปลี่ยนของฤดูกาล

เข้าสู่นัดที่ 6 เชลซีต้องบุกไปเยือนถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมของอาร์เซน่อล โดยยังใช้ระบบ 4-3-3 เหมือนเดิม ปรากฏว่าแค่ครึ่งแรกก็โดนทีมปืนใหญ่นำห่างไป 3-0 กับรูปเกมที่สู้ไม่ได้เลย ทำให้ในครึ่งหลังคอนเต้ตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเล่นเป็น 3-4-3 ด้วยการส่งมาร์กอส อลอนโซ่ ที่ย้ายมาจากฟิออเรนติน่าในวันเดดไลน์ของตลาดซื้อขายลงเล่นเป็นวิงแบ็กซ้าย และรูปเกมของเชลซีในครึ่งหลังก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทำให้ในนัดถัดมาที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ คอนเต้จึงจัดให้เล่นระบบ 3-4-3 ตั้งแต่เริ่มเกม ซึ่งก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับระบบ 3-5-2 ที่เจ้าตัวใช้เป็นประจำ แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเนื่องจากในตอนนั้นกองกลางของเชลซีขาดนักเตะประเภท box to box ที่คอยเติมเกมรุก แต่จะเป็นสไตล์ที่คอยคุมจังหวะเกมมากกว่า และนักเตะในตำแหน่งปีกทั้งเอแด็น อาซาร์, เปโดร โรดริเกซและวิลเลี่ยน ต่างก็ยังเล่นได้ดี ทำให้ระบบ 3-4-3 ดูจะตอบโจทย์กับสไตล์การเล่นของนักเตะในทีมมากกว่า อย่างที่คอนเต้เคยพูดไว้ว่า “ผมมักจะเปรียบเทียบการทำงานโค้ชกับช่างตัดเสื้อ ที่มีหน้าที่ตัดชุดสูทให้ออกมาดีที่สุดจากผ้าที่เขามีอยู่ ชุดที่เขาตัดออกมามันจะสวยงามแค่ไหน นั่นก็อยู่ที่ว่าเขามีผ้าดีแค่ไหน” ซึ่งหมายความว่าโค้ชที่ดีย่อมต้องใช้แผนการเล่นให้เหมาะสมกับนักเตะที่มีนั่นเอง

แผนการเล่นที่หยุดไม่อยู่

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม (นัดที่ 7 เจอฮัลล์ ซิตี้) จนถึง 31 ธันวาคม (นัดที่ 19 เจอสโต๊ค ซิตี้) เชลซีของคอนเต้ทำสถิติชนะ 100% ด้วยระบบ 3-4-3 ที่ทุกทีมในพรีเมียร์ลีกขณะนั้นยังไม่สามารถหาทางรับมือได้ ไม่เว้นแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่โดนเชลซีบุกมาชนะ 3-1

สำหรับนักเตะ 11 ตัวจริงนั้น เรียกได้ว่าถ้าไม่มีนักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบน คอนเต้ก็จะเลือกใช้ 11 ตัวจริงเป็นหลักตลอด เนื่องจากในฤดูกาลนั้นเชลซีไม่มีฟุตบอลยุโรปให้เล่น ทำให้ไม่จำเป็นต้องโรเตชั่นมากนัก โดยเซ็นเตอร์แบ็กทั้ง 3 คนที่เขาเลือกใช้นั้น ดาวิด ลุยซ์ จะยืนเป็นเซ็นเตอร์ตัวกลาง เพราะลุยซ์มักจะเล่นผิดพลาดบ้างในแผนที่มีเซนเตอร์ 2 คน แต่เมื่อมี 3 คน ทำให้เจ้าตัวเล่นอย่างมั่นใจมากขึ้นและสามารถใช้ความสามารถในการวางบอลยาวช่วยทีมได้ในหลายๆจังหวะ เปรียบเสมือนควอเตอร์แบ็คในอเมริกันฟุตบอลก็ไม่ปาน ส่วนเซ็นเตอร์ฝั่งซ้ายขวาเลือกใช้งานแกรี่ เคฮิลล์และเซซาร์ อัซปิลิกวยต้าเป็นตัวสต็อปเปอร์

กองกลาง 2 คน ใช้เอ็นโกโล่ ก็องเต้และเนมันย่า มาติชที่มีจุดเด่นด้านเกมรับมากกว่าเชส ฟาเบรกาส กองหน้า 3 คนจะมีดีเอโก้ คอสต้าเป็นกองหน้าตัวเป้าซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ยิงประตูแล้ว ยังมีหน้าที่คอยป่วนประสาทคู่แข่งได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวริมเส้นจะเป็นหน้าที่ของอาซาร์กับเปโดรที่ในฤดูกาลนั้นถือว่าท็อปฟอร์มทั้งคู่จนสามารถเบียดวิลเลี่ยนที่แบกทีมในฤดูกาล ก่อนจนต้องไปเป็นตัวสำรอง

แต่ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เชลซีติดลมบนก็คือวิงแบ็คทั้ง 2 ข้าง ฝั่งซ้ายคืออลอนโซ่ที่เป็นตำแหน่งโดยธรรมชาติของเจ้าตัวอยู่แล้ว แต่ฝั่งขวาคอนเต้เลือกใช้บริการของวิคเตอร์ โมเสสที่มักจะเป็นปีกตัวสำรองสำหรับผู้จัดการทีมเชลซีคนก่อนๆ แต่คอนเต้ปลุกปั้นให้เล่นวิงแบ็คและประสบความสำเร็จกลายเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดของโมเสสอย่างแท้จริง

คว้าแชมป์สำเร็จ

หลังจากชนะรวดมา 13 นัด ทีมสิงโตน้ำเงินครามก็มาสะดุดในเกมแรกของปี 2017 เมื่อเป็นฝ่ายแพ้สเปอร์สของกุนซือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ไป 0-2 แต่ก็ไม่ได้ทำให้โมเมนตัมของทีมสะดุดลงแต่อย่างใด เชลซียังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงที่ครองมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนอย่างเหนียวแน่น และไม่มีทีท่าที่ทีมอื่นจะไล่ตามทัน

จนกระทั่งถึงนัดที่ 36 ของฤดูกาล เชลซีออกไปเยือนเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ซึ่งถ้าชนะได้จะการันตีแชมป์พรีเมียร์ลีกทันที และพลพรรคสิงห์บลูก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อมิชี่ บาตชูอายี่มายิงประตูโทนช่วงท้ายเกม พาทีมเก็บชัยชนะไป 1-0 คว้าแชมป์โดยที่ยังเหลืออีก 2 นัด

สุดท้ายแล้วเชลซีก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/17 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทำได้ถึง 93 คะแนน โดยเป็นการชนะถึง 30 นัด ซึ่งคงต้องยกเครดิตเกือบทั้งหมดให้แก่อันโตนิโอ คอนเต้ที่ใช้ระบบ 3-4-3 พลิกโฉมเชลซีกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งจนไม่มีทีมไหนสามารถต่อกรได้ในฤดูกาลนั้นนั่นเอง

กูโจเค

กูโจเค

หมาป่าเดียวดายผู้มีสายเลือดฟุตบอลอยู่ในตัว

แชร์เนื้อหา