ย้อนรอยแชมป์ยุโรปสุดยิ่งใหญ่ของเชลซีฤดูกาล 2011/12 | TunGame

ชมป์ยุโรปสุดยิ่งใหญ่

เริ่มต้นฤดูกาล 2011/12 เชลซีทำการแต่งตั้งอังเดร วิลลาส โบอาสเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมแทนที่ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่ถูกปลดออกไป แต่ผลงานของทีมกลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย นำมาสู่การแยกทางกับกุนซือชาวโปรตุเกสเพียง 8 เดือนให้หลัง ในตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าทีมสิงโตน้ำเงินครามจะประสบความสำเร็จขนาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกได้ เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเชลซีในรายการฟุตบอลถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปในฤดูกาลนั้น เราจะมาย้อนรอยการคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใบใหญ่ครั้งแรกของเชลซีที่ยังคงถูกจดจำในใจของแฟนสิงห์บลูกันในบทความนี้

รอบแบ่งกลุ่มที่ไม่ง่าย

เชลซีซึ่งเป็นทีมวางในโถ 1 ถูกจับสลากแบ่งสายให้อยู่ในกลุ่ม E ร่วมกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, บาเลนเซียและเกงค์ ซึ่งถึงแม้ชื่อชั้นของเชลซีจะดูเหนือกว่าทุกทีมในกลุ่ม แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้เมื่อแข่งครบ 5 นัดกลับเป็นเลเวอร์คูเซ่นที่ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มด้วยการมี 9 คะแนน ตามมาด้วยเชลซีและบาเลนเซียที่มี 8 คะแนนเท่ากัน

โดยที่ในรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายเชลซีเปิดบ้านต้อนรับบาเลนเซีย ซึ่งถ้าหากแพ้ในนัดนี้ เชลซีจะตกรอบทันที แต่จากการขึ้นนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 3 ทำให้เชลซีเล่นไม่กดดันและสุดท้ายเป็นฝ่ายชนะไป 3-0 พลิกเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มได้สำเร็จ แต่ด้วยผลงานที่ไม่เข้าตาในหลายๆนัดทั้งในพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทำให้เก้าอี้ของอังเดร วิลลาส โบอาสดูจะไม่มั่นคงเท่าไรนัก

การเข้ามาของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ

วันที่ 4 มีนาคม 2012 โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ อดีตนักเตะของเชลซีและผู้ช่วยผู้จัดการทีมของโบอาสในเวลานั้น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมรักษาการจนถึงจบฤดูกาล ความคาดหวังของเชลซี ณ ตอนนั้นคือหวังให้ ดิ มัตเตโอประคองทีมให้จบใน 4 อันดับแรกเพื่อให้ได้โควตาผ่านเข้าไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกในฤดูกาลถัดไป แต่เพียงแค่เกมแรกของเขาในฟุตบอลยุโรปก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เชลซีต้อนรับการมาเยือนนาโปลี โดยในเลกแรกที่สนามสตาดิโอ ซาน เปาโล นาโปลีเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ก่อน 3-1 ทำให้แฟนสิงห์บลูส่วนใหญ่ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคงต้องไปเน้นทำผลงานในศึกพรีเมียร์ลีกแทน แต่กลับกลายเป็นว่าเชลซีของดิ มัตเตโอกลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการกลับมาเอาชนะไปได้ 4-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากลูกยิงเต็มข้อของบรานิสลาฟ อิวาโนวิช

การกลับมาเอาชนะนาโปลีได้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในฤดูกาลนี้ของเชลซีอย่างแท้จริง ถึงแม้ผลงานในลีกจะยังฝากผีฝากไข้ไม่ได้ แต่ในฟุตบอลถ้วยที่ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ผลการแข่งขันเกมนั้นทำให้นักเตะเชลซีมีความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่าบางทีปีนี้อาจเป็นปีของพวกเขาในการคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์นี้

ฝ่าด่านหินบาร์เซโลน่า

เชลซีสามารถฝ่าฟันมาถึงรอบรองชนะเลิศได้ แต่คู่ต่อสู้กลับเป็นบาร์เซโลน่าของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าในยุคที่เรียกว่าไร้เทียมทานเลยก็ว่าได้ สื่อแทบทุกสำนักต่างยกให้บาร์เซโลน่าเป็นต่อ แต่กลับเป็นเชลซีที่ทำได้ดีกว่าในเลกแรก เมื่อเป็นฝ่ายเปิดรังสแตมฟอร์ด บริดจ์เอาชนะไปได้ก่อน 1-0 จากประตูโทนของดิดิเยร์ ดร็อกบาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก

แต่การกลับไปเล่นเลกสองที่คัมป์นู เชลซีต้องเจอกับพายุเกมบุกของบาร์ซ่าที่โหมกระหน่ำมาจากทั่วทุกสารทิศ และต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อนถึง 2-0 แถมยังเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน หลังจากที่กัปตันทีมจอห์น เทอร์รี่โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่แนวรับบาร์ซ่าพลาด เชลซีกลับฉกฉวยโอกาสเอาไว้ได้ เมื่อแฟรงค์ แลมพาร์ดจ่ายบอลทะลุแผงหลังบาร์ซ่าไปให้รามิเรสหลุดเข้าไปชิพบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม เป็นประตูตีตื้นให้กับเชลซี

ซึ่งถ้าจบลงด้วยสกอร์นี้เชลซีจะเป็นฝ่ายเข้าชิงจากกฎยิงประตูทีมเยือน ทำให้ในครึ่งหลังบาร์ซ่ายิ่งบุกหนักขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถฝ่ากำแพงอันแข็งแกร่งของพลพรรคสิงโตน้ำเงินครามได้ ก่อนที่เฟร์นานโด ตอร์เรสจะหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงเป็นประตูตอกฝาโลงให้เชลซีชนะไปด้วยสกอร์รวม 3-2

ปาฏิหาริย์ที่มิวนิค

นัดชิงชนะเลิศระหว่างเชลซีกับบาเยิร์น มิวนิคถูกจัดขึ้นที่สนามอัลลิอันซ์ อาเรนา ซึ่งเป็นสนามเหย้าของบาเยิร์นเอง ทำให้เชลซีกลายเป็นทีมเยือนไปโดยปริยาย บาเยิร์นซึ่งได้เปรียบทั้งเรื่องเสียงเชียร์และสภาพผู้เล่นอาศัยความได้เปรียบขึงเกมรุกบุกใส่เชลซีอยู่ตลอด แต่กว่าบาเยิร์นจะมาได้ประตูขึ้นนำก็ปาเข้าไปนาทีที่ 83 จากลูกโหม่งระยะเผาขนของโธมัส มุลเลอร์ ทำเอาเสียงเชียร์ดังกระหึ่มทั้งสนาม

ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครเชื่อว่าเชลซีจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ด้วยเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดแถมรูปเกมที่เป็นรองอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งเชลซีมาได้ลูกเตะมุมในนาทีที่ 88 ซึ่งเป็นลูกเตะมุมลูกแรกของเชลซีในเกมนี้ และแล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน มาต้าเปิดลูกเตะมุมให้ดร็อกบาโหม่งเข้าประตูไป ทำให้เกมในเวลาปกติเสมอกันไป 1-1

เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษทั้ง 2 ทีมทำอะไรกันไม่ได้ ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ และแล้วสถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษ เมื่อปีเตอร์ เช็กผู้เซฟจุดโทษทั้งเกมเจอบาร์เซโลน่า และในช่วงต่อเวลาพิเศษก็เซฟลูกยิงของอาร์เยน ร็อบเบนได้ มาสร้างอีก 2 เซฟสำคัญในช่วงการดวลจุดโทษ รวมถึงดร็อกบาผู้ยิงประตูตีเสมอ มายิงจุดโทษลูกสุดท้ายเข้าประตูไป ทำให้เชลซีชนะในการดวลจุดโทษไป 4-3 สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกเป็นหนแรกของสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

จากการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกได้ทำให้เชลซีการันตีเขาไปเล่นในรายการนี้อีกครั้งในฤดูกาลถัดไป ถึงแม้ในลีกจะจบเพียงแค่อันดับ 6 ก็ตาม และนี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชลซีอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

กูโจเค

กูโจเค

หมาป่าเดียวดายผู้มีสายเลือดฟุตบอลอยู่ในตัว

แชร์เนื้อหา